News
icon share

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดแผนธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 15,000 ล้านบาท และยอดโอน 17,000 ล้านบาท
ส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า ตั้งเป้าไว้ที่ 9,900 ล้านบาท

LivingInsider Report 2026-01-21 15:19:01
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดแผนธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 15,000 ล้านบาท และยอดโอน 17,000 ล้านบาท
ส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า ตั้งเป้าไว้ที่ 9,900 ล้านบาท

 

นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ และการดำเนินงานโดยสรุปของบริษัทฯ สำหรับปี 2568 ดังนี้ 

 

ในช่วง 11 เดือนแรก ปี 2568 ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) แสดงจำนวนที่อยู่อาศัย ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งตลาดลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังอ่อนตัวลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน และอ่อนตัวลงทุกประเภทบ้านทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยลดลง 13% และ 21% ตามลำดับ

 

ด้านอุปทาน ข้อมูลจากบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) แสดงจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2568 ลดลงประมาณ 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งในตลาดบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม 

 

หากพิจารณาเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของบริษัท แม้ว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ปรับลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่คาดว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ยังคงสูงกว่าจำนวนความต้องการซื้อ ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4 ทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวยังคงมีการแข่งขันที่สูงมาก

 

ส่วนสินค้าคอนโดมิเนียม จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ ลดลงประมาณ 33% จากปีก่อน โดยเห็นการชะลอการเปิดโครงการในทุกไตรมาส ยกเว้นไตรมาส 3 ที่มีการเปิดตัวมากขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามคาดว่าจำนวนความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมยังคงลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน

 

สำหรับปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำราว 1.5% ตามการชะลอตัวของภาคการส่งออก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท สินเชื่อรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

 

โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวกในภาคการท่องเที่ยว จากการเปิดเส้นทางการบินใหม่ที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา

 

ผลการดำเนินงานปี 2568

ปี 2568 สินค้าประเภทบ้านแนวราบ ซึ่งได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนประมาณ 87% ของยอดขาย ที่เหลืออีกประมาณ 13% เป็นสินค้าคอนโดมิเนียม ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568

 

ทำให้ยอดขายคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 2 แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ณ สิ้นปี มีโครงการคอนโดมิเนียมที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท

 

เมื่อจำแนกตามพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นพื้นที่หลักในการก่อให้เกิดยอดขาย โดยสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ประมาณ 86% ของยอดขายรวมทั้งหมด ซึ่งเกือบ 60%ของยอดขายรวมมาจากบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป 

 

ปี 2568 บริษัทฯ มีการเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ลดลง 70% จากปีก่อน โดยเป็นสินค้าแนวราบทั้งหมด และมีการเลื่อนไปเปิดในปี 2569 จำนวน 1 โครงการ คือโครงการ “Nantawan Prestige ราชพฤกษ์ - พรานนก” มูลค่า 2,200 ล้านบาท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานบริเวณหน้าโครงการของหน่วยงานรัฐยังไม่พร้อมใช้งาน 

 

ในระหว่างปี บริษัทฯ ไม่มีการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมั่นใจว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อแผนการดำเนินงาน

 

นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน ได้เปิดเผยฐานะการเงินของบริษัทฯ และการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าของบริษัทฯ สำหรับปี 2568 ดังนี้ 

ผลการดำเนินงานปี 2568

ในด้านฐานะทางการเงิน บริษัทฯ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อคืนหุ้นกู้เดิม และใช้หมุนเวียนในการดำเนินงาน 

 

ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ ประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%

 

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ ทั้งหมด 17 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการ แล้ว 9 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง) และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 3 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง) รวมถึง อะพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง 

 

ในปีที่ผ่านมา คาดว่ารายได้ทั้งปีจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและจากการที่บริษัทฯได้ขายทรัพย์สินให้เช่าทำให้รายได้จากตึกเหล่านั้นหายไป

 

ในเดือน พฤศจิกายน 2567 บริษัทฯ ได้ขายศูนย์การค้า Terminal 21 พัทยา ให้กับทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ (LHSC) ทำให้ในปี 2568 ไม่มีรายได้จากศูนย์การค้าดังกล่าว และเดือนพฤษภาคม 2568 บริษัทฯ ได้ขายอะพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ Parc at Pruneyard และ Revere ทำให้รายได้จากตึกดังกล่าวหายไปในช่วงครึ่งปีหลัง

 

อย่างไรก็ตามการเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทย สามารถเปิดดำเนินการได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้โดย ในปี 2568 บริษัทได้เปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งได้แก่โรงแรม Grande Centre Point Lumphini ในเดือน เมษายน 2568 และ Grande Centre Point Prestige ในเดือนธันวาคม 2568 จากเดิมที่วางแผนเปิดไว้ในปี 2569

 

โดยรวมแล้วปี 2568 บริษัทฯ มีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการ ในโรงแรม Grande Centre Point ทั้ง 4 แห่ง  (Lumphini, Prestige, Voyage และ Chinatown) เป็นมูลค่าประมาณ 4,400 ล้านบาท 

 

นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยแผนการดำเนินงานปี 2569 ของบริษัทฯ ทั้งในธุรกิจบ้านจัดสรร และธุรกิจให้เช่าและบริการ ดังนี้ 

 

ในปี 2569 บริษัทฯ วางแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาท และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ล้านบาท มูลค่ารวมของโครงการใหม่ประมาณ 3,660 ล้านบาท 

 

เมื่อรวมกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน จำนวนโครงการที่ดำเนินการในปี 2569 จะมีทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 63 โครงการ มูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการ คือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาส 4 

 

โดยบริษัทฯ ได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท ส่วนงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท

 

บริษัทฯ วางแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่งในเดือนตุลาคมคือ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยเป็นโรงแรมขนาด 494 ห้อง พร้อมทั้งสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown ที่วางแผนเปิดในปี 2571

 

บริษัทฯ มีแผน ที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่งเข้ากองทรัสต์ฯ และโครงการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง โดยคาดว่าจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า

 

LivingInsider Report Last update 2026-01-21
>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

Article Other

livinginsider livinginsider