Pr

สิงห์ เอสเตท ปิดไตรมาส1 กำไรโตขึ้น 14% พร้อมประกาศจ่ายปันผล หุ้นละ 0.045 บาท

LivingInsider Report 2020-05-19 16:22:27

ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก สิงห์ เอสเตท มีกำไรสุทธิ 335 ล้านบาท หรือเพิ่ม 14% จากรายได้รวม 2,186 ล้านบาท โดยรายได้มาจากธุรกิจที่พักอาศัย 752 ล้านบาท ธุรกิจอาคารสำนักงาน 243 ล้านบาท และธุรกิจโรงแรม 1,144 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมจ่ายปันผลประจำปี 2562 หุ้นละ 0.045 บาท และได้รับความร่วมมือที่ดีจากพันธมิตร เดินหน้าเตรียมแผนกลยุทธ์ฟื้นฟูธุรกิจอย่างต่อเนื่องหลังวิกฤตโควิดผ่อนคลาย มั่นใจเติบโตอย่างยั่งยืน

 

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกจาก 3 ธุรกิจหลักของบริษัท มีรายได้ทั้งหมด 2,186 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจที่พักอาศัย 752 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 56%, ธุรกิจอาคารสำนักงานมีรายได้ 243 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 41% และธุรกิจโรงแรมมีรายได้ 1,144 ล้านบาท

 

เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17% และทำให้ภาพรวมของบริษัทมีกำไรสุทธิของไตรมาสที่ 1 ปี 2563 อยู่ที่ 335 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสที่ 1 ปี 2562 โดยสาเหตุสำคัญมาจากการรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยของ SHR จำนวน 423 ล้านบาท และการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการบัญชีของตราสารอนุพันธ์ (Mark to market) ส่งผลให้สามารถรับรู้กำไรจำนวน 115 ล้านบาท

 

นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงรายละเอียดของผลประกอบการณ์ว่าผลประกอบการไตรมาสแรกจาก 3 ธุรกิจหลักของบริษัท มีรายได้ทั้งหมด 2,186 ล้านบาท โดยรายได้ด้านธุรกิจที่พักอาศัยมาจากการโอนคอนโดมิเนียมโครงการ ดิ เอส อโศก (THE ESSE ASOKE)

 

และโครงการ ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ (THE ESSE at SINGHA COMPLEX) โดยคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 34% หรือ 752 ล้านบาท โดยมาตรการปิดเมือง (Lock-down) ยังส่งผลต่อธุรกิจในระดับหนึ่ง

 

อาทิ ลูกค้าชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาตรวจรับมอบอาคารชุดได้ด้วยตนเอง และลูกค้าชาวไทยบางส่วนชะลอการเข้าเยี่ยมชมโครงการ และตรวจรับห้องออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลายตัวลงเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม (Social distancing) อย่างไรก็ดีช่วงไตรมาสที่ 1 นั้นยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

 

ในปีนี้บริษัท ยังมีโครงการที่ก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ และพร้อมที่จะเริ่มโอนในไตรมาส 4 คือโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 (THE ESSE SUKHUMVIT 36) ซึ่งร่วมทุนกับ ฮ่องกง แลนด์ ที่ปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 60% โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับ super luxury มีมูลค่าโครงการสูงถึง 6,500 ล้านบาท และเพื่อสร้างความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการแพร่เชื่อโควิด

 

จึงได้เพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์แบบ Virtual Tour 360 องศา ที่ทำให้ลูกค้าสามารถชมห้องตัวอย่างได้เปรียบเสมือนมาอยู่ในสถานที่จริง นอกจากนี้บริษัทได้มีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Affordable luxury ในทำเลศักยภาพย่านรางน้ำภายใต้ชื่อโครงการ ดิ เอ็กซ์โทร พญาไท-รางน้ำ (THE EXTRO PHAYATHAI – RANGNAM) มีมูลค่าโครงการกว่า 4,100 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมธุรกิจที่พักอาศัยสามารถเติบโตได้ในระดับที่บริษัทคาดการณ์ไว้

 

ด้านธุรกิจอาคารสำนักงานปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4 อาคารได้แก่ อาคารซันทาวเวอร์ส, อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์, เดอะ ไลท์เฮ้าส์ และอาคารเมโทรโพลิศ พื้นที่รวม 140,000 ตารางเมตร มีอัตราปล่อยเช่าเฉลี่ยราว 87% โดยในไตรมาสที่ 1 ปี 2563

 

บริษัทรับรู้รายได้จำนวน 243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากการเข้าซื้ออาคารเมโทรโพลิศ ซึ่งมีพื้นที่ 13,700 ตารางเมตร และมีอัตราปล่อยเช่าสูงถึง 97% มีโอกาสในการเติบโตสูงเพราะตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมาก ใกล้รถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์ เป็นแหล่งไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

 

ด้านธุรกิจโรงแรม จากพอร์ทรวมทั้งหมด 39 แห่ง มีรายได้ 1,144 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 52% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมานั้น มาจากการเปิดโครงการ Crossroads และได้ดำเนินการ SAii Lagoon Maldives, Hard Rock Hotel Maldives และ The Marina @ CROSSROADS ตั้งแต่ปลายปีก่อนต่อเนื่องถึงต้นปีนี้ 

 

อย่างไรก็ดีการเปิดโครงการ Crossroads ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้กำไรของบริษัทยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากการรับรู้รายได้จากส่วนอื่น ได้แก่ กำไรจำนวน 423 ล้านบาท จากการขายเงินลงทุนในเกาะ 3 ที่โครงการ Crossroads โดยการขายเงินลงทุน 50% ให้กับ Wai Eco World Developer Pte. Ltd

 

ตามสัญญาร่วมทุนเพื่อพัฒนาและบริหารงาน High-end lifestyle resorts ด้วยราคาซื้อขายหุ้นมูลค่า 16.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และผลจากมาตรฐานการบัญชี TFRS 9 ทำให้บริษัทสามารถรับรู้กำไรจำนวน 115 ล้านบาทจากส่วนต่างของการ Mark to market อนุพันธ์แฝงจากหุ้นกู้แปลงสภาพ ส่งผลให้กำไรสุทธิของงวดอยู่ที่ 335 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสที่ 1 ปี 2562 

 

“จากภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทตระหนักดีว่าต้องเผชิญกับความท้าท้ายครั้งสำคัญ รวมทั้งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้บริษัทมั่นใจว่าสามารถรักษาการเติบโตแบบยั่งยืนได้ด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง

 

จากอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.86 เท่า ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับ covenant ของบริษัทที่ 2.0 เท่า และเพื่อเป็นการคำนึงถึงผลตอบแทนผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นสำคัญ บริษัทจึงคงการจ่ายปันผลระหว่างกาล จากกำไรสุทธิประจำปี 2562 หุ้นละ 0.045 บาท และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 

 

สำหรับในไตรมาสต่อไปบริษัทมีการปรับแผนกลยุทธ์เพื่อฟื้นฟูธุรกิจเน้นการดำเนินแผนบริหารจัดการต้นทุนที่เคร่งครัด อาทิ การปรับงบประมาณและควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการตลาด  การบริหารกระแสเงินสด รวมถึงการสร้าง synergy ระหว่างพันธมิตรธุรกิจ

 

ที่สำคัญบริษัทยังมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกกลุ่มตลอดจนสร้างความยืดหยุ่นให้กับองค์กรเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทุกมิติ และเชื่อมั่นว่าบริษัท จะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง” นางฐิติมา กล่าวทิ้งท้าย
 

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

บทความอื่นๆ

LivingStock Application

ค้นหาล่าสุด

ทําเลที่ถูกค้นหามากที่สุด

แสดงทั้งหมด

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่ RCA ศูนย์วิจัย คลองตัน

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ เอกมัย พร้อมพงษ์ ประสานมิตร

อ่อนนุช อุดมสุข

อ่อนนุช อุดมสุข พระโขนง บางจาก ปุณณวิถี

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน เสือใหญ่ เสนานิคม วังหิน รัชวิภา บางเขน

นวมินทร์ รามอินทรา

นวมินทร์ รามอินทรา แฟชั่นไอส์แลนด์ วัชรพล สายไหม หทัยราษฎร์ สุขาภิบาล 5

สะพานควาย จตุจักร

สะพานควาย จตุจักร หมอชิต ประดิพัทธ์ อินทามะระ