Pr

LPN กับ 3 ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรอย่างยั่งยืน

LivingInsider Report 2020-01-27 18:04:36

 

LPN วางยุทธศาสตร์ปี 2563 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพ (Year of Proficiency) ทั้งประสิทธิภาพในการทำกำไร ขยายฐานรายได้จากภาคธุรกิจบริการและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

 

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีที่ก้าวสู่ปีที่ 31 ของ LPN เข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ขององค์กร เป็นปีแห่งความท้าทายในการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน ภายใต้สถานการณ์ที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เผชิญกับภาวะชะลอตัว จากสภาพเศรษฐกิจและมาตรการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง

 

“ปีนี้เป็นปีที่เรามุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยให้ความสำคัญในสามประเด็นหลัก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ขยายฐานรายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจบริการ ทั้งการบริหารจัดการอาคาร การก่อสร้าง งานที่ปรึกษา วิจัยและพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทให้ดีขึ้น ถึงแม้ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จะยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวโดยประมาณว่าจะยังคงติดลบร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปี 2562 ตามทิศทางของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 2.5 – 3.0 ในปี 2563 ”

 

- การเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรของบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้สามารถสร้างรายได้ได้เพิ่มขึ้น เช่น การนำเอาคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จมาปล่อยเช่า เพื่อสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่ รวมทั้งการเร่งการขายและโอนโครงการที่สร้างเสร็จที่มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยประมาณว่าจะเร่งระบายสินค้าในกลุ่มนี้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าที่มีอยู่

 

-  การขยายฐานรายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจบริการ ทั้งการบริหารจัดการอาคาร การก่อสร้าง งานที่ปรึกษา วิจัยและพัฒนา  ผ่านบริษัทในเครืออย่างบริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด, บริษัท ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด โดยการขยายฐานลูกค้าจากธุรกิจบริการทั้งในส่วนของการบริหารอาคารโครงการ และงานบริการด้านวิศวกรรมจากที่ให้บริการเฉพาะในส่วนของ LPN ไปสู่ตลาดภายนอกเพื่อขยายฐานรายได้ของธุรกิจในกลุ่มนี้ โดยตั้งเป้ารายได้ในส่วนนี้เติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในปี 2563 เทียบกับปี 2562

 

ปัจจุบันตลาดบริหารจัดการอาคารทั้งอาคารชุดพักอาศัยและสำนักงานมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดไม่น้อยกว่า 44,000 ล้านบาท ในปี 2562 และมีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งเป็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจนี้ที่จะสร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ของรายได้รวมในปี 2563

 

- การบริหารสภาพคล่องทางการเงิน บริษัทมีนโยบายในการบริหารสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio) ในสัดส่วนไม่เกิน 1:1 เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัท ในขณะเดียวกันบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพโดยมีต้นทุนดอกเบี้ยอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ลดลงจากร้อยละ 4 เป็นผลมาจากการจัดเครดิตเรทติ้งของบริษัทที่อยู่ที่ A- โดยทริส เรสติ้ง ซึ่งสะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่มีความมั่นคง

 

 

นอกจากนี้ ในปี 2563 บริษัทมีงบลงทุนในการซื้อที่ดิน 4,000 ล้านบาท โดยกลยุทธ์ในการซื้อที่ดินของบริษัทในปี 2563 เรียกว่า “กลยุทธ์เข้าซอย” กล่าวคือ เลือกซื้อที่ดินที่อยู่ในซอยแต่ไม่ไกลจากถนนใหญ่หรือแนวรถไฟฟ้ามากนัก เพื่อให้ต้นทุนในการซื้อที่ดินในการพัฒนาโครงการมีระดับราคาที่ไม่สูงเกินไป และสามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีระดับราคาที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดและตอบโจทย์กับกำลังซื้อและความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน  โดยในปี 2563 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณ 10 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 12,000 - 13,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของแนวราบ 4 โครงการ มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่าประมาณ 7,000 - 8,000 ล้านบาท

 

“ปีนี้เราให้ความสำคัญกับโครงการในแนวราบที่ยังมีกำลังซื้อสูง โดยตั้งเป้ายอดขายแนวราบในปี 2563 เติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เทียบกับปี 2562 โดยมีแผนเปิดตัว “บ้านแฝด” ที่ให้อารมณ์บ้านเดี่ยวในเมืองในระดับราคาเริ่มต้น  5 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการบ้านพักอาศัยในเมือง ในส่วนของคอนโดมิเนียม เราเน้นคอนโดมิเนียมที่ออกแบบให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์กับทุกความต้องการของลูกค้า ในระดับราคา 1-3 ล้านบาท ที่ยังมีกำลังซื้ออยู่ในตลาด และการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value : LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดยประมาณว่ายอดขายคอนโดมิเนียมในปี 2563 จะเติบโตมากกว่ายอดขายของปี 2562”

 

กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ LPN มั่นใจว่า ปี 2563 เป็นอีกปีที่เราจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะชะลอตัวจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและมาตรการเรื่องการกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าจะประกาศใช้ในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อก็ตาม แต่เรามั่นใจว่าปี 2563 LPN จะสามารถรักษาความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรได้ดีกว่าปี 2562

 

ปี 2562 ถึงแม้จะเป็นปีแห่งความยากลำบากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและหลักเกณฑ์ LTV แต่ก็ส่งผลให้ระดับรายได้ของบริษัทลดลงจากปี 2561 เพียงเล็กน้อย และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้ดีขึ้นกว่าปี 2561

 

“เราสามารถเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในปี 2562 ได้ดีกว่าปี 2561 ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว เป็นผลจากการปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560-2562 และปี 2563 เป็น “ปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน” (Year of  Proficiency) ที่เราจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง และก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ” นายโอภาส กล่าว

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

บทความอื่นๆ

LivingStock Application

ค้นหาล่าสุด

ทําเลที่ถูกค้นหามากที่สุด

แสดงทั้งหมด

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่ RCA ศูนย์วิจัย คลองตัน

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ เอกมัย พร้อมพงษ์ ประสานมิตร

อ่อนนุช อุดมสุข

อ่อนนุช อุดมสุข พระโขนง บางจาก ปุณณวิถี

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน เสือใหญ่ เสนานิคม วังหิน รัชวิภา

นวมินทร์ รามอินทรา

นวมินทร์ รามอินทรา แฟชั่นไอส์แลนด์ วัชรพล สายไหม หทัยราษฎร์ สุขาภิบาล 5

สะพานควาย จตุจักร

สะพานควาย จตุจักร หมอชิต ประดิพัทธ์ อินทามะระ