Invest

3 สิ่งที่ผมค้นพบเมื่อเลยวัย 30

Salaryman Estator 2019-09-27 17:52:41

 

เคยเป็นไม๊ครับ ? เรื่องบางเรื่อง ถ้าไม่ได้เจอด้วยตัวเอง ต่อให้มีคนบอกเรากี่คน เราก็ไม่เคยเข้าใจ ผมเองก็เป็น พอถึงวัย 30 ผมค้นพบความจริงบางอย่างที่มีคนเคยบอกผมแล้ว แต่ผมเพิ่งจะมาเข้าใจ …. เป็นเรื่องที่ “ยิ่งรู้ไวยิ่งดี” เลยอยากเอามาเล่าให้ฟังในบทความนี้ครับ

 

1. เงินไม่ใช่ทุกอย่าง อย่าแลกทุกอย่างเพื่อมัน!!!

ตอนเราเด็ก ๆ สังคมรอบข้างทำให้เรารู้สึกว่าเงินคือทุกอย่างของชีวิต เพราะความต้องการของเรา (ณ เวลานั้น) มันชี้ไปทางเดียวกันหมด อยากไปเที่ยวก็ต้องใช้เงิน อยากเรียนต่อต่างประเทศก็ต้องใช้เงิน อยากไปกินอะไรหรู ๆ ก็ต้องใช้เงิน อยากได้รถใหม่ก็ต้องใช้เงิน ไม่เว้นแม้แต่การจีบสาวก็ต้องใช้เงิน :) จนเราลืมไปว่า…

 

“เงินมันซื้อความต้องการในวัยนั้นของเราได้ แต่มันไม่ใช่ทุกอย่าง”

 

พอเราโตขึ้น ความต้องการเริ่มเปลี่ยน เรามองหาเพื่อนแท้ มองหาคนรักที่รักทุกอย่างที่เป็นเรา มองหาสุขภาพที่ดี มองหาการยอมรับและความเชื่อมั่นจากคนรอบข้าง มองหาความสำเร็จในหน้าที่การงาน และมองหาโอกาสในการช่วยเหลือสังคม หลาย ๆ ครั้ง ของพวกนี้เงินซื้อไม่ได้ครับ ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ… “บางคนทิ้งมันแลกเงินไปก่อนหน้านั้นแล้ว”

 

บางคนเอาสุขภาพแลกเงิน บางคนเสียเพื่อนและคนรักดี ๆ ไประหว่างที่เอาแต่ทำงานเก็บเงิน บางคนทำอะไรแย่ ๆ จนเสียความนับถือจากทั้งคนอื่นและตัวเอง เพื่อให้ได้เงินมา

 

ถ้าเรารู้ว่าเงินไม่ใช่ทุกอย่าง ผมเชื่อว่าเราจะเลือกไม่ทำอย่างนั้น อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าเงินไม่ดี แค่อยากบอกว่า… “บางครั้งต่อให้ได้เงินมาก็ไม่คุ้มครับ” ถ้าจะแลกอะไรเพื่อเงิน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อใจ ความสัมพันธ์ และสุขภาพ ต้องคิดให้มาก ของพวกนี้ใช้เงินซื้อคืนไม่ได้ เป็นการแลกแบบ One-Way แลกแล้วแลกเลย

 

2. เป็นตัวของตัวเองไปเถอะ ดีที่สุดแล้ว

“ไม่มีใครเป็นตัวคุณได้ดีกว่าตัวคุณ แต่มีคนมากมายที่เป็น Mark Zuckerberg ได้ดีกว่าคุณ” อันนี้ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า Mark ดีหรือไม่ดียังไงนะครับ แต่อยากจะบอกว่าอย่าไปพยายามเป็นคนอื่นเลย อย่าไปอยากสำเร็จในแบบของคนอื่นเลย เป็นตัวเรานี่หละ ไม่มีใครเป็นตัวเราได้เก่งกว่าเราอีกแล้ว ลึก ๆ แล้ว เรามักจะ Happy กับความสำเร็จที่มันเกิดจากความเป็นเราจริง ๆ นั่นหละ

 

พอผมบอกแบบนี้ จะมีคนบอกผมว่า “เป็นตัวของตัวเองก็ไม่ได้พัฒนาซักทีสิ” เอ่อ…. มันคนละเรื่องกันครับ! เป็นตัวเราเองนี่หละจะยิ่งช่วยให้เราเก่งขึ้น เราจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ได้ลงมือทำมันจริง และรู้เหตุผลที่แท้จริงของทุกการกระทำ ถ้ามัน Fail ก็จะรู้ว่าทำไม Fail แล้วก็เรียนรู้ไปกับมัน เหมือนการลอกการบ้านเพื่อนหละครับ ถ้าเราไม่ได้ทำเอง พอมันผิด สิ่งเดียวที่เรารู้คือ “เพื่อนมันทำผิด” ซึ่งไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้นเลย

 

เป็นตัวของตัวเอง มีความสุขด้วย เก่งด้วย แถมมีความ Unique ไม่ซ้ำแบบใครดีที่สุด

 

 

3. “ทุกข์วันนี้เพื่อสุขในวันหน้า” คำนี้ไม่จริง

ผมเห็นด้วยกับคำว่า “ลำบากวันนี้เพื่อสบายวันหน้า” หรือ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” นะ เพราะมันคือการรอคอย หรือยอมลำบากบ้างในช่วงเวลา เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต แต่เท่าที่ผมเห็นมา มันมักจะเลยเถิดไปถึงการยอมเป็นทุกข์วันนี้เพื่อมีความสุขในวันข้างหน้า อันนี้ไม่จริงนะครับ !

 

ความทุกข์มีแต่จะกดทับให้เราจมลง ทำให้ Positive Energy ที่เป็นตัว Drive ความสุขและความสำเร็จค่อย ๆ หายไป จนบางครั้งเรานึกไม่ออกเลยว่า เรามีความสุขแบบสุด ๆ ยิ้มแบบเต็มแก้ม ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่…

 

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าเราต้อง Happy ทุกวันนะครับ อันนั้นน่าจะเวอร์ไป แต่ผมกำลังจะบอกว่า “อย่ายอมให้ตัวเองเป็นทุกข์แล้วบอกตัวเองว่าเดี๋ยวจะสุขในอนาคต”

 

ต่อให้เราทำงานหนัก ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังทำเพื่ออะไร ผมว่าเราก็มีความสุขได้นะ ต่อให้เราทำงานที่ไม่ได้รักมากนัก แต่ถ้าลองมองด้านดี ๆ ของงานนั้น หรือทำงานที่เรารักเป็นงานเสริม เราก็มีความสุขได้นะ… ลองดูนะครับ มองหาความสุขรอบตัวมาเติมพลังให้กับตัวเองอยู่เสมอ

 

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณครับ
#SalarymanEstator

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

บทความอื่นๆ

LivingStock Application