Pr

“Intergeneration Family” อยู่ร่วมกันหลายช่วงวัย เปิดเทรนด์สร้างสุขแบบอินฟินนิตี้ สานความสุขทุกเจเนอเรชั่น

LivingInsider Report 2019-06-05 12:04:17

 

การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยได้จุดประกายให้ทุกภาคส่วนในสังคมหันมาให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นในทุกมิติ โดยนอกจากการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุอย่างแท้จริงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ คือ การได้ใช้ชีวิตอย่างอบอุ่นกับลูกหลานไม่ใช่การใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

 

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดเทรนด์ใหม่ของการอยู่อาศัยที่เรียกว่า “Intergeneration Family” หรือการอยู่ร่วมกันหลายช่วงวัยในครอบครัวใหญ่ ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีต่อผู้สูงอายุในแง่ความอุ่นใจ แต่ยังรวมถึงรุ่นลูกและหลาน ที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขพร้อมหน้ากับครอบครัว สามารถดูแลกันและกันได้ทุกเมื่อ

 

เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพของเทรนด์ “Intergeneration Family” ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในหลายประเทศ เมื่อเร็วๆนี้ มัลเบอร์รี่ โกรฟ (Mulberry Grove) โดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) จัดงาน Intergeneration Family Living Forum ระดมเหล่านักวิชาการนานาชาติและกูรูชื่อดังของไทยมาให้ความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ใหม่นี้ในทุกมิติ

 

พร้อมเผยผลวิจัย Intergeneration Family เป็นครั้งแรกของประเทศไทย งานฟอรั่มเปิดฉากด้วยการฉายภาพรวมให้เห็นถึงความคิดเห็นของคนไทยต่อเทรนด์การอยู่อาศัยในครอบครัวหลายช่วงวัย โดย ผศ.ดร.พิมลพรรณ อิศรภักดี ที่ปรึกษาและอาจารย์พิเศษ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยถึงโครงสร้างครอบครัวไทยในอดีตประกอบด้วยครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยายเท่านั้น

 

โดยครอบครัวเดี่ยวยังครองสัดส่วนมากที่สุด ขณะที่ตัวเลขของครอบครัวขยายก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยที่น่าจับตา ขณะเดียวกันยังมีรูปแบบครอบครัวพิเศษแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่มีเฉพาะสามี-ภรรยา ไม่มีลูก ครอบครัวข้ามรุ่น ครอบครัวพี่น้อง หรือแม้แต่ครอบครัวที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศอายุ 15-65 ปี จำนวน 400 คนทั่วประเทศ
 

 

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาพบข้อมูลที่สนใจว่า กลุ่มตัวอย่างถึง 70.8% ลงความเห็นว่าต้องการอยู่อาศัยในบ้านที่ประกอบด้วยสมาชิกหลายรุ่นมากกว่าจะอยู่แบบครอบครัวที่มีเพียง พ่อแม่ลูก เนื่องจากหลากหลายเหตุผล แต่เหตุผลที่มาเป็นอันดับ 1 มาจากความรักและความอบอุ่นจากการที่สมาชิกในครอบครัวดูแลกันและกัน

 

ตามมาด้วยการก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว มีการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ จากคนรุ่นก่อนสู่คนรุ่นหลัง “แต่การจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในหลากหลายรุ่น ต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับบริหารจัดการเวลา หน้าที่ ของแต่ละคนให้ดี รับฟังความคิดของกันละกัน และเคารพในพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน”

 

ผศ.ดร.พิมลพรรณ ฝากถึงหลักการในการอยู่แบบ “Intergeneration Family” ให้ลงตัว สอดคล้องกับมุมมองของ รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เห็นว่า การเข้าสู่สังคมสูงอายุไม่ใช่แค่เรื่องของคนสูงวัยแต่เป็นเรื่องของคนทุกวัย เพราะในยุคที่กระแสโลกาภิวัฒน์ก่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มาเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนในสังคม แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มช่องว่างระหว่างวัยให้เกิดขึ้นตามมา 

 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคนระหว่างรุ่นให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขนั้น นอกจากจะมองหาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุอย่าแท้จริงยังต้องช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย เพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ช่วยในการงานเชิงเศรษฐกิจ

 

ตลอดจนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ฉายภาพรวมของสถานการณ์ครอบครัวไทย และสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัยมีแต่ความสุขผ่านมุมมองสองงนักวิชาการแถวหน้าของประเทศไทยไปแล้ว มาพิจารณาถึงข้อดีของการอยู่ร่วมกันแบบ Intergeneration Family ผ่านสายตาของนักวิชาการต่างประเทศกันบ้าง

 

เริ่มจาก ไคโกะ ซูกิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์การดูแลผู้สูงวัยและเด็กเล็ก KOTOEN และ นักวิชาการด้านสังคมระดับภูมิภาคจากประเทศญี่ปุ่น เผยว่า จากการศึกษาโมเดลการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่ญี่ปุ่น นำมาซึ่งการตกผลึกถึงข้อดีของการอยู่อาศัยแบบหลายหลายช่วงวัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนสองวัยได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยเติมความสดใส อาหารสมองให้กับเด็กผ่านประสบการณ์ความรู้ของผู้สูงวัยที่ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่รู้สึกเหงา หรือ โดดเดี่ยว ทำให้สุขภาพกายและใจดี มีอายุยืนยาวขึ้น

 

ทั้งนี้ไคโกะมองว่า โมเดลนี้ก็น่าจะเหมาะกับสังคมไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมคล้ายกับคนญี่ปุ่น ที่สำคัญมีเรื่องราว ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติมากมายที่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น” ปิดท้ายด้วย ซาแมนธา อัลเลน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดสถาบัน International Well Building Institute (IWBI) ในฐานะที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษาวิจัยทั้งด้านวิทยาศาสตร์สภาพแวดล้อมและวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา

 

เพื่อช่วยพัฒนาภาพรวมด้านการตลาด และ การศึกษา ตลอดจนการนำหลักเกณฑ์การประเมินมาตรฐานสำหรับการสร้างอาคารที่เรียกว่า Well Building Standard และ Well Community Standard มาใช้ได้ร่วมสะท้อนถึงหลักการสร้างอาคารหรือสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับ Intergeneration Family ให้เข้าใจง่าย

 

โดยสรุปเป็น 10 ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เริ่มตั้งแต่ อากาศที่ดี ปราศจากมลภาวะ น้ำที่มีคุณภาพสำหรับใช้อุปโภคและบริโภค โภชนาการที่ดี นอกจากจะเริ่มจากมีความรู้ สภาพแวดล้อมยังต้องเอื้อต่อการสร้างการกินดี ขณะที่เรื่องของแสงสว่าง ต้องมีระบบการจัดการควบคุมที่ดีเพื่อลงตัวกับการใช้ชีวิตและการพักผ่อน มีสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมต่างๆ มีระบบมอนิเตอร์และควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะ

 

ตลอดจนการดูแลเรื่องเสียง การคัดสรรวัสดุที่ปลอดภัยมาใช้ จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่การส่งเสริมสภาพจิตใจ และชุมชนให้แข็งแกร่ง ทั้งหมดต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับคนทุกช่วงวัย” อัลเลนทิ้งท้าย

 

กล่าวได้ว่า การอยู่ร่วมกันแบบหลากหลายช่วงวัย ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือเรื่องใหม่ของสังคมไทย แต่เป็นการกลับคืนสู่รากฐานแห่งความสุขที่แท้จริงของคำว่า “ครอบครัว” ที่ชาวไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีอีกครั้ง

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

บทความอื่นๆ

LivingStock Application

ค้นหาล่าสุด

ทําเลที่ถูกค้นหามากที่สุด

แสดงทั้งหมด

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่ RCA ศูนย์วิจัย คลองตัน

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ เอกมัย พร้อมพงษ์ ประสานมิตร

อ่อนนุช อุดมสุข

อ่อนนุช อุดมสุข พระโขนง บางจาก ปุณณวิถี

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน เสือใหญ่ เสนานิคม วังหิน รัชวิภา บางเขน

นวมินทร์ รามอินทรา

นวมินทร์ รามอินทรา แฟชั่นไอส์แลนด์ วัชรพล สายไหม หทัยราษฎร์ สุขาภิบาล 5

สะพานควาย จตุจักร

สะพานควาย จตุจักร หมอชิต ประดิพัทธ์ อินทามะระ