Pr

ผลสำรวจเผยเทรนด์ล่าสุดของชาวออฟฟิศเมืองกรุง ปี 2562

LivingInsider Report 2019-02-01 13:59:25

ผลสำรวจเผยเทรนด์ล่าสุดของชาวออฟฟิศเมืองกรุง ปี 2562

หวังทำงานในออฟฟิศที่ส่งเสริมสุขภาวะและมีคุณภาพอากาศดี 

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย 

 

ผลสำรวจล่าสุดโดยนีลเส็น ประเทศไทย (Nielsen Thailand) ร่วมกับโครงการ The PARQ (เดอะ ปาร์ค) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด และบริหารงานโดย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) เผยเทรนด์ความต้องการที่กำลังมาแรงของมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ ชี้ว่าออฟฟิศซึ่งมีทำเลที่ตั้งสะดวกสบายและเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้สะดวกคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะพิจารณาเมื่อเปลี่ยนงาน

 

นอกจากนี้ กระแสความต้องการด้านสุขภาวะที่ดี การมีบริการที่อำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างครบครัน และเทคโนโลยีล้ำสมัยภายในอาคารสำนักงานก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของพนักงานออฟฟิศ ซึ่งบ่งบอกถึงเทรนด์ใหม่ที่จะพลิกโฉมรูปแบบอาคารสำนักงานชั้นนำของกรุงเทพฯ ในอนาคต

 

ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงในกรุงเทพฯ รวม 400 คน อายุระหว่าง 25-45 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานทั้งในบริษัทของไทยและนานาชาติ

 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติต่อสถานที่ทำงานในปัจจุบันและปัจจัยด้านต่างๆ ของสถานที่ทำงานในมุมมองของคนวัยทำงานในกรุงเทพฯ เพื่อทำความเข้าใจว่าอาคารสำนักงานหรือสถานที่ทำงานมีบทบาทและความสำคัญอย่างไรต่อการตัดสินใจเลือกสถานที่ทำงาน

 

สร้างความพึงพอใจและส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งผลสำรวจนี้จะช่วยให้บริษัทต่างๆ และเหล่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์วางแผนจัดการพื้นที่อาคารสำนักงานในอนาคตได้อย่างเหมาะสม

 

ชาวออฟฟิศยกให้ “ตำแหน่งที่ตั้ง” ของสถานที่ทำงานมีความสำคัญสูงสุด

92% ของผู้ร่วมตอบแบบสำรวจมองว่าสถานที่ตั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำงานและสำหรับการเลือกสถานที่ทำงานในอนาคตด้วยเช่นกัน ระยะเวลาเฉลี่ยที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการเดินทางไป-กลับที่ทำงานในปัจจุบันคือ 60 นาที

 

และใช้รถประเภทต่างๆ เดินทางถึง 2-3 ต่อ โดยมีถึง 91% ระบุว่าระยะทางของสถานที่ทำงานกับจุดบริการขนส่งมวลชนนั้น ‘สำคัญมาก’ ต่อการพิจารณาที่ทำงานใหม่ รวมถึงส่วนเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนด้วยเช่นกัน (69%) 

 

ผลสำรวจยังพบว่าเทรนด์ของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศรุ่นใหม่ยกให้ความสะดวกสบายในการเดินทางและที่ทำงานที่อยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชนเป็นปัจจัยสำคัญเหนือกว่าด้านอื่นๆ โดยมีถึง 72% ของผู้ร่วมตอบแบบสำรวจระบุว่าต้องการเดินในระยะทางที่ต่ำกว่า 500 เมตรระหว่างที่ทำงานกับจุดบริการขนส่งมวลชน และ 13% ของกลุ่มคนทำงานวัย 25-30 ปี ปฏิเสธที่จะไม่เดินไประบบขนส่งมวลชนถ้าต้องเดินมากกว่า 100 เมตร

 

และพบว่า 31% ของคนกลุ่มนี้ต้องการใช้เวลาเดินทางไปทำงานต่ำกว่า 15 นาทีต่อวัน โดย 85% ของผู้ตอบแบบสำรวจใช้ BTS และ MRT เป็นวิธีการเดินทางหลัก ส่วนกลุ่มระดับผู้บริหารวัย 41-45 ปีนั้นใช้เวลาเดินทางโดยรวมนานที่สุด โดย 36.7% ใช้เวลามากกว่า 90 นาที ในการเดินทางมาทำงาน

 

ทั้งนี้ นอกจากเรื่องสถานที่ตั้งของที่ทำงาน ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบัน มนุษย์เงินเดือนต้องการให้ออฟฟิศเป็นมากกว่าแค่สถานที่ทำงาน โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญอีกสามประการที่จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจในการทำงานนั้น คือ


สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆภายในอาคารสำนักงาน เช่น ร้านค้า ยิม ร้านอาหาร บริการรับส่งไปรษณีย์ (43%) เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยและสวัสดิภาพที่ดี (42%) มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจระหว่างการทำงาน (36%)

 

สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ คือ ปัจจัยสำคัญในการเลือกสถานที่ทำงาน

ผลสำรวจพบว่าหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกสถานที่ทำงานคือ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ภายในอาคารสำนักงานโดยชาวออฟฟิศส่วนใหญ่โหวตให้ฟู้ดคอร์ท ร้านสะดวกซื้อ ยิม และร้านอาหารที่แฮงก์เอาต์หลังเลิกงาน เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการภายในอาคารสำนักงาน 4 อันดับแรกที่ตอบโจทย์ชีวิตการทำงานมากที่สุด

 

วิถีการดูแลสุขภาพทั้งด้านการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายก็สามารถปฏิวัติได้จากชีวิตการทำงานออฟฟิศเช่นกัน เพราะ 92% ของผู้ร่วมตอบแบบสำรวจระบุว่า การมีตัวเลือกอาหารเพื่อสุขภาพในสถานที่ทำงานจะช่วยให้พวกเขาเลือกกินอาหารที่ดีขึ้นและดูแลสุขภาพมากขึ้นได้ นอกจากนี้ 93% ก็เห็นว่าถ้ามียิมในอาคาร หรือมีสวนสาธารณะอยู่ใกล้ๆ ก็จะทำให้หันมาออกกำลังกายมากขึ้นด้วย

 

ออฟฟิศยุคใหม่ต้องมี “สมาร์ตเทคโนโลยี”

สมาร์ตเทคโนโลยี คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทุกกลุ่มอายุเห็นพ้องต้องกันว่าทุกอาคารสำนักงานจำเป็นต้องมี โดย 62% ของผู้ร่วมตอบแบบสำรวจระบุว่า เทคโนโลยีการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาต้องการ

 

รองลงมาคือระบบการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน (50%) แสดงให้เห็นถึงกระแสของชาวออฟฟิศที่มีต่ออาคารรักษ์สิ่งแวดล้อม และระบบที่จอดรถพร้อมเทคโนโลยีอันชาญฉลาด (47%) ก็ติดอยู่ในสามอันดับแรกนี้เช่นกัน

 

ที่น่าสนใจคือเมื่อพิจารณาตามเพศชายหญิง พบว่าเพศหญิงมากถึง 46% ต้องการระบบห้องน้ำอัตโนมัติมากกว่าผู้ชาย เพราะคำนึงถึงเรื่องความสะอาดและต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มผู้ชายนั้นให้ความสำคัญกับสถานีอัดประจุสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากกว่าเพศหญิงซึ่งมีเพียง 9%

 

เทรนด์ดิจิทัลนั้นยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องเพราะหนุ่มสาวชาวออฟฟิศรุ่นใหม่จำนวน 46% อยากให้มีแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์ที่ให้บริการแก่ผู้เช่าอาคาร (สำหรับการสื่อสารระหว่างอาคารสำนักงานและส่วนของบริการต่างๆ ในออฟฟิศ)

 

ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากลุ่มคนวัยทำงานที่สูงวัยกว่า ถึง 2 เท่า นอกจากนี้ ยังเห็นได้ชัดว่ากระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนนั้นมาแรงขึ้น เพราะผู้ตอบแบบสำรวจถึง 40% เทใจให้กับตึกสำนักงานที่มีระบบการจัดการน้ำและการคัดแยกขยะที่ดี

 

สุขภาวะที่ดี คือ หัวใจหลักที่จะสร้างความสุขและส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน

ไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น สอดรับกับผลสำรวจนี้เป็นอย่างดี โดยผู้ร่วมตอบแบบสำรวจระบุว่า 3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความพึงพอใจและส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมากคือ อากาศภายในอาคารที่ปลอดมลพิษ (64%)

 

รองลงมาคือ การเข้าถึงแสงธรรมชาติและสามารถมองเห็นวิวภายนอกอาคารได้ (45%) และการมีพื้นที่สีเขียวในอาคารสำนักงาน (40%) นอกจากนี้ ความต้องการมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ เช่น ยิม บริการเสริมความงามหรือสปาในอาคาร (39%) ก็สะท้อนถึงเทรนด์สุขภาพที่อยู่ในกระแสความสนใจของคนยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

 

ในทางกลับกัน สภาพอาคารสำนักงานที่กลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจไม่พึงพอใจคือ สภาพออฟฟิศที่คับแคบ พื้นที่ทำงานไม่สะดวกสบาย ซึ่งมาเป็นอันดับหนึ่ง (41%) ตามมาด้วยคุณภาพอากาศภายในอาคารที่ย่ำแย่ (40%)“ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังที่สูงขึ้นของพนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ ที่มีต่อสถานที่ทำงาน

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความสำคัญของคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในด้านต่างๆ ดังนั้น องค์กรทั้งหลายจึงควรเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของเทรนด์ใหม่ๆ ด้านสุขภาวะที่ดี ด้านเทคโนโลยีภายในอาคารที่ล้ำสมัย การมีพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่พักผ่อนสาธารณะ

 

ควบคู่กับการพิจารณาเรื่องตำแหน่งที่ตั้งและสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในการดึงดูดกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานที่มาพร้อมความสุขของทุกคนในองค์กร” มร. วิราจ จูทานิ ผู้อำนวยการ แผนกวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Insights) บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว 

 

The PARQ (เดอะ ปาร์ค) เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมผสานมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งโครงการมีพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกเพื่อตอบโจทย์คนทำงาน ผู้มาเยือน รวมถึงผู้คนในชุมชนใกล้เคียง โดยมุ่งหวังที่จะเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานอาคาร LEED Gold และ WELL Gold ควบคู่กัน

 

ตัวโครงการตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนหัวมุมถนนพระรามสี่ ตัดกับถนนรัชดาภิเษก ใกล้สวนเบญจกิติ และเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในโครงการแบ่งเป็น 

 

‘The PARQ Workplace’ พื้นที่สำนักงานเกรดเอ ที่มีพื้นที่ให้เช่าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ด้วยขนาดถึง 5,000 ตารางเมตรและปราศจากเสาภายใน และ ‘The PARQ Life’ พื้นที่ร้านค้าปลีกระดับพรีเมียม พร้อมด้วยอาหารสุขภาพหลากหลาย ร้านค้าที่ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและความงามที่ครบครัน

 

โครงการนี้ยังผสมผสานสถาปัตยกรรมล้ำสมัย การออกแบบที่ยั่งยืน และบริการสมาร์ทเซอร์วิสแบบครบวงจรเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ "Life Well Balanced" มุ่งสรรสร้างพื้นที่มิกซ์ยูสที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและปฏิวัติรูปแบบของการทำงานและการใช้ชีวิตในเมือง ส่วนแรกของโครงการจะเริ่มเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ. 2562 และก่อสร้างแล้วเสร็จภายในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2563

 

เดอะ ปาร์ค เป็นโครงการที่พัฒนาโดยบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด และบริหารโดย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย)ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเดอะ ปาร์ค สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.theparq.com

 

 

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

บทความอื่นๆ