News

ชู ประกันสินเชื่อ”ตัวช่วยเงินกู้บ้านคนจน LPN-JSPขนสต๊อก 4 พันยูนิตสนองบ้านล้านหลัง

LivingInsider Report 2018-08-23 16:46:18

"ชู”ประกันสินเชื่อ”ตัวช่วยเงินกู้บ้านคนจน LPN-JSPขนสต๊อก 4 พันยูนิตสนองบ้านล้านหลัง

 

นายกสมาคมบ้านจัดสรรนั่งถกในวอร์รูมนโยบายสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อย แนะรัฐบาลฟื้นแนวคิด “ประกันสินเชื่อ” สร้างโอกาสผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งเงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัย วิธีการรัฐต้องออกใบอนุญาตให้บริษัทประกันภัยเป็นทางการ

 

ด้านนโยบายสินเชื่อบ้านล้านหลังของ ธอส. ปล่อยกู้ซื้ออสังหาฯราคาไม่เกิน 1 ล้าน ล่าสุด “LPN” ขนสต๊อกคอนโดฯ 3,000 ห้อง ทำเลรังสิต คลอง 1 พร้อมเสียบ “JSP” เช็กสต๊อก 800 ห้องในโครงการไมอามี บางปู เล็งจัดแคมเปญคืนกำไรให้ลูกค้าอีกต่างหาก

 

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และประธานคณะกรรมการสมาคมการค้า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นโยบายสร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้ร่วมหารือกับตัวแทนภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยได้จัดทำข้อเสนอหลักหลายด้าน จุดโฟกัสที่อยากเห็นการสานต่อจากรัฐบาลคือเรื่องการปฏิรูปด้านสินเชื่อรายย่อย หรือ mortgage ให้เทียบเท่าต่างประเทศ

 

บันได 3 ขั้นทำบ้านคนจน

 

นายอธิปกล่าวว่า จากประสบการณ์ 30 ปีในวงการอสังหาริมทรัพย์ จึงได้จัดทำข้อเสนอเป็นแพ็กเกจเพื่อให้รัฐบาลพิจารณา สรุปได้เป็น 3 เรื่องสำคัญ ประกอบด้วย แพ็กเกจสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก, แพ็กเกจบ้านผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะ, การปฏิรูปสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบ่งเป็นแพ็กเกจ “บ้านหลังแรก” แม้จุดเริ่มต้นเป็นการหารือเกี่ยวกับการผลักดันสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อย

 

แต่การไปดูงานเชิงนโยบายในต่างประเทศพบว่ามีการให้สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกโดยไม่จำกัดราคาบ้าน เช่น รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนด้วยการให้ผู้ซื้อบ้านหลังแรกในชีวิต เมื่อโอนรับบ้านมาแล้วสามารถไปขอเงินคืนจากรัฐบาลจำนวน 20,000 เหรียญออสเตรเลีย หรือ 5 แสนบาท นำมาซื้อเฟอร์นิเจอร์, ตกแต่งเพิ่มเติม หรือเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน

 

“รัฐบาลในต่างประเทศเข้าใจดีว่าการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองไม่ได้จบแค่ตอนโอน แต่พอได้บ้านมาแล้วยังมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นานาอีกมากมาย การขอเงินคืนจากรัฐบาลได้ก็จะมีการนำมาใช้จ่ายตามจำเป็นหรือตามที่ต้องการ ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกหลายรอบ โมเดลนี้จึงได้ทั้งบ้านผู้มีรายได้น้อย และไม่จำกัดสิทธิ์ผู้มีบ้านหลังแรกด้วย”

 

เพิ่มโบนัส FAR จูงใจเอกชน

แพ็กเกจ “บ้านผู้มีรายได้น้อย” ข้อเสนอถ้ารัฐบาลรับไว้พิจารณาสามารถออกมาตรการสนับสนุนได้ทันที อาทิ การจูงใจภาคเอกชนให้ลงทุนพัฒนาโครงการภายใต้โมเดล FAR Bonus

 

แนวคิดคือ ปัจจุบันการพัฒนาโครงการมีกฎระเบียบจากกฎหมายผังเมืองควบคุม โดยเฉพาะที่ดินที่ตั้งอยู่ทำเลใจกลางเมืองมีข้อจำกัดจากกฎ FAR (floor area ratio) จำกัดขนาดอาคารโดยคำนวณจากขนาดที่ดิน กล่าวคือ ที่ดิน 1 ไร่ มีพื้นที่รวม 1,600 ตารางเมตร ถ้าได้ FAR สูงสุด 10 : 1 หมายความว่า ที่ดิน 1 ไร่สามารถสร้างอาคารได้ 16,000 ตารางเมตร ถ้า FAR เหลือ 5 : 1 การก่อสร้างอาคารก็ต้องมีขนาดเล็กลงตามส่วนเหลือพื้นที่ 8,000 ตารางเมตร เป็นต้น

 

ข้อเสนอให้รัฐบาลเพิ่มโบนัสเอฟเออาร์เพื่อจูงใจให้ดีเวลอปเปอร์หันมาลงทุนสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อยขาย มี 2 กรณี ได้แก่ 1.กรณีที่ดีเวลอปเปอร์มีที่ดินบนทำเลที่มี FAR สูงสุด 10 : 1 เช่น ถนนสาทร รัฐควรเพิ่มโบนัสเอฟเอฟอาร์ให้อีก 20% เท่ากับให้สร้างได้ 12 : 1 โดยแลกกับบริษัทต้องลงทุนสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อยขาย ในราคาที่รัฐบาลกำหนด เช่น 1 ล้าน หรือ 1.5 ล้านบาท ห้องชุดเริ่มต้น 25 ตารางเมตร ฯลฯ

 

2.กรณีที่ดีเวลอปเปอร์ลงทุนสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อย (ตามราคาที่รัฐบาลกำหนด) รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์โบนัสเอฟเออาร์อีก 20% เพื่อกระตุ้นการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้น

 

ฟื้นแนวคิด “ประกันสินเชื่อ”

นายอธิปกล่าวว่า แพ็กเกจด้านการปฏิรูปสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ถือว่าเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพมากถ้าหากรัฐสนใจนำมาใช้ โดยต้นทางต้องมาจากการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ด้วย เพราะปัจจุบันมีตัวอย่างพิสูจน์แล้วว่าถึงแม้มีผู้ประกอบการบางรายลงทุนสร้างคอนโดมิเนียมราคาประชารัฐ ห้องละ 7-8-9 แสนบาท และสร้างเสร็จแล้ว

 

แต่ผู้ซื้อไม่สามารถซื้อได้เพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ ดังนั้นแม้มีโปรดักต์ราคาประชารัฐ หรือราคาผู้มีรายได้น้อย แต่ถ้าไม่มีแหล่งเงินกู้ให้ด้วยก็เป็นเรื่องลำบากที่ผู้มีรายได้น้อยจะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

 

ทั้งนี้ ข้อเสนอการปฏิรูปสินเชื่อเสนอให้ตั้ง “บรรษัทบริหารสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อย” หรือ MMC-mortgage management corporation โดยมีเรื่องการตั้งกองทุนสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเริ่มมีรูปธรรมแล้ว โดยทางการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เตรียมจัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยแห่งชาติ

 

ในขณะที่ยังมีไฮไลต์อีกเรื่อง คือ รัฐบาลต้องออกมาตรการและใบอนุญาตสำหรับทำ mortgage insurance หรือการทำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากปัจจุบันการประกันสินเชื่อแบบนี้ยังไม่มีใบอนุญาตหรือไลเซนส์เป็นทางการ

 

“รูปแบบ mortgage insurance เช่น เงินกู้ 100 บาท แบงก์ปล่อยให้ผู้มีรายได้น้อย 70 บาท เหลืออีก 30 บาทที่ต้องวางเงินดาวน์ ผู้มีรายได้น้อยคงไม่มีเงินดาวน์เต็มก้อน 30 บาท วิธีการคือให้หาเงินดาวน์เพียง 10 บาท อีก 20 บาทก็ทำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยเหมือนซื้อประกันก็ต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทประกันภัย จนกระทั่งผู้มีรายได้น้อยมีการผ่อนชำระเงินกู้กับแบงก์จนเงินต้นเหลือ 70 บาทเท่ากับเกณฑ์ที่แบงก์ให้สินเชื่อตั้งแต่แรก หลังจากนั้นก็จ่ายค่างวดกับแบงก์อย่างเดียว ไม่ต้องจ่ายค่าประกันสินเชื่ออีก”

 

LPN ตั้งแท่นรอ 3,000 ยูนิต

นโยบายบ้านผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล คสช.ล่าสุด ทางนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธนาคารมีโครงการปล่อยกู้บ้านล้านหลัง โดยเตรียมวงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อย มีเงื่อนไขราคาบ้านหรือคอนโดฯไม่เกิน 1 ล้านบาท

 

เรื่องเดียวกันนี้ นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันมีห้องชุดในโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 ในราคาเฉลี่ย 8 แสนบาท/ยูนิต มี 3,000 ยูนิตที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ในปีนี้ ปัจจุบันสร้างเสร็จ 1,500 ยูนิต และมีกำหนดสร้างเสร็จอีก 1,500 ยูนิตภายในสิ้นปีนี้ โดยโครงสร้างภายนอกเสร็จหมดแล้ว เหลือเก็บรายละเอียดและการตกแต่งภายในอาคาร

 

สำหรับแผนในอนาคต ข้อจำกัดต้นทุนที่ดินแพงทำให้ทำเลโซนใกล้เมือง ใกล้แหล่งงานมีราคาแพงขึ้น ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่มีแผนลงทุนในอนาคตอันใกล้นี้

 

JSP ทำแคมเปญคืนกำไร

นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JSP กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมีสต๊อกห้องชุดในโครงการไมอามี บางปู ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 700-800 ยูนิต สามารถเข้าร่วมโปรแกรมสินเชื่อในโครงการบ้านล้านหลังได้ทันที

 

ทั้งนี้ มีองค์ประกอบจากมาตรการช่วยบรรเทาค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างผลักดันให้มีการลดค่าธรรมเนียมการโอน 2% และค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% รวมเป็น 3% ให้เหลือ 0.01% สำหรับสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือเท่ากับลดภาระค่าใช้จ่ายจากเดิมล้านละ 3 หมื่นบาท เหลือภาระล้านละ 300 บาท

 

เรื่องเดียวกันนี้ นายไพโรจน์กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลมีมาตรการนี้ออกมาจริง ๆ ทาง JSP สามารถนำค่าใช้จ่ายที่ลดลงจาก 3% เหลือ 0.01% นำกลับมาคืนกำไรให้กับผู้มีรายได้น้อยได้ทันที โดยจัดเป็นโปรโมชั่นส่วนลดหรือเพิ่มของแถมที่จำเป็นในมูลค่าที่เท่ากัน

 

“ปกติราคาบ้านกลุ่มนี้บริษัททำแคมเปญฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอนให้อยู่แล้ว ถ้าหากรัฐบาลทำมาตรการนี้ออกมา บริษัทก็มีต้นทุนที่ลดลง เพราะค่าโอนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ผู้ประกอบการช่วยออกคนละครึ่ง หรือช่วยออก 1% ก็สามารถทำอะไรออกมาทอนกลับไปให้ผู้มีรายได้น้อยได้” นายไพโรจน์กล่าว

 

 

ขอบคุณภาพและข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ

 

https://www.prachachat.net/property/news-208825

 

 

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

บทความอื่นๆ

LivingStock Application

ค้นหาล่าสุด

ทําเลที่ถูกค้นหามากที่สุด

แสดงทั้งหมด

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่ RCA ศูนย์วิจัย คลองตัน

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ เอกมัย พร้อมพงษ์ ประสานมิตร

อ่อนนุช อุดมสุข

อ่อนนุช อุดมสุข พระโขนง บางจาก ปุณณวิถี

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน เสือใหญ่ เสนานิคม วังหิน รัชวิภา บางเขน

นวมินทร์ รามอินทรา

นวมินทร์ รามอินทรา แฟชั่นไอส์แลนด์ วัชรพล สายไหม หทัยราษฎร์ สุขาภิบาล 5

สะพานควาย จตุจักร

สะพานควาย จตุจักร หมอชิต ประดิพัทธ์ อินทามะระ