LivingInsiderxTrue
REVIEWสีลม ศาลาแดง บางรัก

“ROMM Convent” ให้การใช้ชีวิตใจกลางเมือง รื่นรมย์กว่าที่เคย Luxury Wellness Residences ใจกลางสีลม–สาทร ลงตัวทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน 2 ห้องนอน เริ่ม 24.9 ล้านบาท*

Nessle2026-09-25 17:55:04
“ROMM Convent” ให้การใช้ชีวิตใจกลางเมือง รื่นรมย์กว่าที่เคย Luxury Wellness Residences ใจกลางสีลม–สาทร ลงตัวทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน 2 ห้องนอน เริ่ม 24.9 ล้านบาท*

 

ซื้อเพื่ออยู่ ก็ต้องคิดถึงมูลค่า

ซื้อเพื่อลงทุน ก็ต้องคิดถึงการอยู่อาศัย

ROMM Convent ที่ที่ทั้งสองเหตุผลมาบรรจบกัน

 

อ่านดูแล้วเหมือนเป็นคนละโจทย์ แต่ความจริงแล้ว สองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ค่อยได้ เพราะต่อให้ซื้อไว้เพื่ออยู่เอง เราก็คงอยากสินทรัพย์ที่เลือกนั้นมีคุณค่าในระยะยาว ส่วนถ้าซื้อไว้ลงทุน ก็ต้องคิดกลับกันว่า อะไรจะทำให้คนอยากมาเช่าอยู่ที่นี่ต่อไป

 

คำตอบในวันนี้อาจไม่ได้อยู่แค่เรื่องทำเล หรือ Fact ที่จับต้องได้ของโครงการเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Emotional Value ความรู้สึกที่ได้รับจากการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วย และหนึ่งในเทรนด์ที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่าง Wellness ที่ไม่ใช่แค่สิ่งอำนวยความสะดวก แต่กลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่เข้ามาเติมเต็ม ให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และเป็นความรู้สึก รื่นรมย์ ที่เกิดขึ้นได้ในทุกวัน

 

ซึ่งนี่แหละคือมุมที่อยากลองพาไปชม “ROMM Convent” คอนโด Freehold ใจกลางย่านสาทร-สีลม ระดับ Luxury Wellness Residences ที่ตอนนี้เหลือเพียง 10% สุดท้าย! กับ 2 Bedroom ในราคาเริ่มต้น 24.9 ล้านบาท*... แล้วสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ เมื่อถูกนำมาออกแบบให้เกิดขึ้นจริง จะออกมาเป็นอย่างไร? 

 

เมื่อลองขยาย Map ดูจะเห็นว่ารอบ “ROMM Convent” (รมย์ คอนแวนต์) ที่ตั้งบนถนนคอนแวนต์ ใจกลางสาทร-สีลม โอบล้อมไว้ด้วยความเป็น City ในระยะเดินได้ที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็เจอความสะดวกสบายตอบโจทย์การใช้ชีวิต

 

อย่างเรื่องการเดินทางเองก็ถือว่าได้เปรียบไม่น้อย เพราะถนนคอนแวนต์ เชื่อมต่อทั้งฝั่งถนนสีลม และถนนสาทรเหนือ ซึ่งสองเส้นนี้จะวิ่งคู่ขนานและแยกไปยังโซนอื่นๆ ของเมือง ผ่านถนนหลักทั้งพระราม4 วิทยุ พญาไท สุขุมวิท ส่วนถ้าหันรถกลับมาอีกฝั่ง ก็จะคอนเน็กกับถนน นราธิวาส เจริญกรุง เจริญนคร และตากสิน อีกหนึ่งทางเลือกของคนใช้รถคือทางด่วนเฉลิมมหานครและทางด่วนศรีรัช ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากโครงการ 

 

แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่คนที่เลือกอยู่ย่านนี้ น่าจะคุ้นเคยกับการขับรถกันมากกว่าอยู่แล้ว แต่การมี ขนส่งสาธารณะก็ย่อมดีกว่า โดยตัวโครงการอยู่ใกล้ทั้ง BTS สถานีศาลาแดง และ MRT สถานีสีลม ประมาณ 500 เมตร ซึ่งเป็นจุด Interchange

 

ทำให้ในวันที่ไม่อยากขับรถ หรือมีบางเส้นทางที่นั่งรถไฟฟ้าแล้วคล่องกว่า ก็สลับมาใช้ระบบรางได้ง่าย เรียกว่าอยู่ตรงนี้แล้ว จะขยับไปฝั่งไหนของเมืองก็มี Route ให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย

 

คราวนี้ลองเปลี่ยนมุมจากจะเดินทางไปไหน มาเป็นในแต่ละวันเราจะใช้ชีวิตยังไงกันต่อ เพราะรอบ “ROMM Convent” มีแหล่ง Lifestyle และ Landmark ของเมือง ที่ไม่ใช่แค่คนในย่าน แต่ยังมีคนจากทั่วทุกสารทิศแวะเวียนมาเช็กอินกันอยู่หลายจุด

 

เริ่มจากจุดหมายสำคัญอย่าง One Bangkok และ Dusit Central Park สองโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ที่เข้ามาเติมทั้ง Shopping, Dining, Hotel และพื้นที่สำหรับพักผ่อน 

 

ขณะที่ฝั่งสีลมเองก็มี Silom Edge, Silom Complex และ Park Silom เป็นอีก Destination ที่คึกคักไม่แพ้กัน

Photo Credit by : Facebook Silom Edge

 

ส่วนถ้าอยากได้ฟีลชิลๆ ก็มี The Commons Saladaeng รวบรวมร้านอาหาร คาเฟ่ และพื้นที่นั่งเล่นในวันสบายๆ

Photo Credit by : Facebook The Commons Saladaeng

 

และถ้าลองซูม Map กันต่ออีกหน่อย ก็ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ และร้าน Standalone กระจายตัวอยู่ตามซอยต่างๆ ตั้งแต่ร้านที่แวะกินง่ายๆ ในวันทำงาน ไปจนถึงร้านที่เหมาะกับการนัดเพื่อนหรือเปลี่ยนบรรยากาศในวันหยุด

 

เรียกว่า Lifestyle ของย่านนี้ครอบคลุมทั้งในโครงการใหญ่ และยังกระจายตัวอยู่รอบๆ ให้เลือกตามจังหวะชีวิตได้เลย

Photo Credit by : michelin

Photo Credit by : HOP Coffee Bar

 

แต่ความครบของย่านไม่ได้มีแค่ Lifestyle เพราะยังมี Healthcare ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่เห็นได้ชัดในย่านนี้ โดยมี รพ.BNH อยู่ฝั่งตรงข้ามใกล้โครงการแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น

 

รวมถึง รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.เซนต์หลุยส์ และ รพ.กรุงเทพคริสเตียน อยู่ในระยะที่เดินทางไปได้ไม่ไกล ทำให้เรื่องสุขภาพเป็นอีกหนึ่งความสะดวก ที่หยิบมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

ต่อมาเรื่องการศึกษาก็มีตัวเลือกไม่น้อย ใกล้โครงการสุดเพียง 180 เมตร* St. Joseph Convent  ขยับออกไปคือ St. Andrews International, รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เพิ่มความพิเศษให้การอยู่ใจกลาง CBD ด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ให้ใช้กันแบบจัดเต็ม ได้แก่ สวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ จะไปเดินเล่น ออกกำลังกาย หรืออยากนั่งพักผ่อนก็ไปได้สบาย

 

ต้องบอกว่าย่านสาทร-สีลม ที่มีทั้งความสะดวกและองค์ประกอบของการใช้ชีวิตครบแบบนี้ มีซัพพลายใหม่ค่อนข้างจำกัด ซึ่งราคาเสนอขายเฉลี่ยเติบโตสูงถึง 24.7% ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นภาพของดีมานด์บนทำเลนี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

 

หากให้โลเคชันเป็นฉากหลัง “ROMM Convent”ก็มีความรื่นรมย์ในการอยู่อาศัยเป็นตัวเอก ส่วน Wellness ก็เข้ามารับบทสำคัญ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรูปแบบ Facilities แต่ถูกถ่ายทอดออกมาในทุกรายละเอียดของโครงการ

 

จนก้าวขึ้นมาเป็นโครงการต้นแบบ (Benchmark) ของ World-Class Luxury Wellness Residences เต็มรูปแบบแห่งแรกและแห่งเดียว 

 

เล่าแบบง่ายๆ คือเป็นที่พักอาศัยที่ส่งเสริม สุขภาวะทั้งกายและใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอาคารตามมาตรฐานดูแลสุขภาพ Fitwel ระดับ 2 ดาว จากอเมริกา รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางด้าน Wellness และที่สำคัญคือ บริการดูแลสุขภาพองค์รวม Holistic Care Ecosystem ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเฮลธ์แคร์ชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ รพ.BNH, BeDee by BDMS และ Prompt Solution Management

 

ลูกบ้านจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่ Welcome Health Screening Package โปรแกรมตรวจสุขภาพและคัดกรองโรค ไปจนถึง Family Doctor แพทย์ประจำครอบครัว ทีมแพทย์เฉพาะทาง และบริการ Telehealth

 

พร้อมมี Health Butler เป็นผู้ช่วยประสานงานกับ รพ.BNH เพื่อออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และในกรณีฉุกเฉิน Health Butler สามารถให้การช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมประสานและนำส่งโรงพยาบาล BNH ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโครงการได้อย่างทันท่วงที

 

 

นี่คือ “ROMM Convent” คอนโด Freehold พร้อมอยู่ แบบเป็นส่วนตัวเพียง 175 ยูนิต เฉลี่ยต่อชั้นแค่ 8 ยูนิต บนอาคารสูง 32 ชั้น พื้นที่ประมาณ 1.6 ไร่ สามารถจอดรถได้ถึง 198 คัน หรือ 113% ซึ่งที่จอดรถเป็นแบบ Automated Parking System 

 

จะเห็นว่าจำนวนยูนิตไม่เยอะ แต่ให้ส่วนกลางมาเยอะถึง 6 ชั้น มากกว่า 23 Facilities บนพื้นที่ 2,000 ตร.ม. เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดตั้งแต่หน้าทางเข้า ทางซ้ายมือเป็นโซน Sensory Garden สวนสีเขียวไว้นั่งชิลๆ เหมือนเป็นมุมต้อนรับลูกบ้านหรือแขกที่แวะมาเยี่ยมเยียน

 

เดินมาข้างในจะเจอกับ  Lobby Reception แบ่งเป็น 2 ฝั่ง โดยมีทางเข้าข้างในอาคารเป็นจุดเชื่อมตรงกลาง ฝั่งหนึ่งจะมี Health Butler คอยดูแลตลอด 24 ชม.

 

อีกฝั่งเป็น Lobby Co-Working Space พื้นที่รองรับแขก นั่งพักผ่อนรวมถึงเป็นจุดให้ลูกบ้านนั่งรอรถได้ด้วย

 

ถัดไปเป็น Fitlab Café and Co-Working ชอบห้องนี้ตรงที่ล้อมรอบด้วยกระจก Full Height ทำให้ดูโปร่งโล่งน่านั่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจัดเป็นพื้นที่สำหรับรับประทานอาหาร หรือจะมานั่งเล่นเปลี่ยนบรรยากาศก็ได้เหมือนกัน

 

แต่ถ้าอยากจะได้มุมเงียบๆ แบบเป็นส่วนตัว สามารถขึ้นบันไดวนไปที่ชั้น 2 จะเจอกับ Teens Club แบ่งออกเป็น Meeting Room และ Study Room อยากนั่งทำงาน ประชุม หรือเด็กๆ จะมานั่งติวหนังสือ ทำการบ้าน ก็เลือกห้องได้ตามต้องการ

 

นอกจากนี้ยังมี Music Room ที่โครงการเตรียมเปียโนไว้ให้เรียบร้อย ใครมีเครื่องดนตรีชิ้นโปรดของตัวเอง ก็สามารถพกมาเล่นได้เลย

 

อีกฟากหนึ่งของอาคารคือ Wellness Lounge & Consultation Room ซึ่งจัดไว้สำหรับเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะ จะนัดคุณหมอหรือพยาบาลเข้ามาตรวจ ก็สามารถใช้ห้องนี้เป็นพื้นที่รับบริการได้เลย

 

ข้ามมาดูบนชั้น 30 กันบ้าง แค่ออกจากลิฟต์ก็เจอกับวิวสวย ๆ ตรงหน้าเลย เพราะภาพของสระว่ายน้ำที่เชื่อมต่อกับวิวเมืองรับกันอย่างพอดี กลายเป็นอีกหนึ่งมุมที่ให้บรรยากาศเหมือนหลุดออกมาจากความวุ่นวายของเมือง

 

ตัวสระแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Active Swimming Pool สระว่ายน้ำระบบเกลือยาว 25 เมตร วางมาให้ว่ายออกกำลังกายได้จริง โดยไม่ต้องกังวลกับรูปทรงและสเปซ

 

Hydrotherapy Pond สำหรับลูกบ้านที่แค่อยากลงไปแช่น้ำ Relax หลังเหนื่อยมาทั้งวัน และ Kids Pool ขาดไม่ได้เลย แยกไว้ให้เด็กๆ ได้เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน

 

Gym จัดเต็มด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายจาก Technogym แบรนด์ฟิตเนสระดับไฮเอนด์ พร้อม Technogym Checkup ที่ช่วยวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย ทั้งมวลร่างกายและกล้ามเนื้อ เพื่อให้เข้าใจสภาพร่างกายและวางแผนการออกกำลังกายได้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น 

 

หรือถ้าไม่อยากเล่นเครื่อง แต่อยากขยับร่างกายเบา ๆ เน้นยืดเหยียดและเพิ่มความยืดหยุ่น ก็มี Wellness Studio (Yoga & Pilates) แยกพื้นที่ไว้เป็นสัดส่วน สำหรับฝึกโยคะ พิลาทิส หรือออกกำลังกายในจังหวะสบาย ๆ

 

เดินมาอีกฝั่งจะเป็นโซน Relax กันบ้าง น่าจะถูกใจหลายๆ คนเลยล่ะ เพราะจัดมาให้ทั้ง Family Onsen ออนเซ็นฟื้นฟูสุขภาพ ตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว แถมยังมี Aquasymphony ให้อาบน้ำแบบฟินๆ ช่วยเปลี่ยนโหมดจากวันเหนื่อยๆ ให้กลับมาสบายตัวขึ้นอีกหน่อย

 

ต่อกันที่ Treatment Room ห้องนี้ต้องบอกว่าได้ฟีลพักผ่อนแบบเต็มๆ วันไหนไม่อยากออกไปไหน ก็สามารถประสานกับ Health Butler เพื่อจัดหา Therapist เข้ามาให้บริการนวดและทรีตเมนต์ถึงภายในโครงการได้เลย

 

แต่ถ้าวันไหนไม่อยากทำอะไรเลย แค่อยากนั่งปล่อยจอย มองวิว รับลม แล้วพักสมองแบบจริงจัง ต้องโซนนี้เลย Recreational Yard และ Meditation Pod พื้นที่สำหรับนั่งสมาธิรับบรรยากาศยามเช้า หรือจะมานั่งเล่นชมวิวกรุงเทพฯ ช่วงเย็นก็ได้ เป็นอีกมุมสงบ ๆ ที่ช่วยให้เราได้พักจากความวุ่นวายในแต่ละวัน

 

ขึ้นมาที่ชั้น 31จะพบกับ Relax Seating Area อีกหนึ่งโซนนั่งเล่น Outdoor เหมือนกับชั้นที่แล้ว 

 

ส่วนใครสาย Indoor ชอบนั่งรับแอร์เย็นฉ่ำ โครงการก็เอาใจด้วย Sky Lounge (Art & Craft Therapy) จัดโต๊ะและเก้าอี้ไว้หลายมุม จะมานั่งทำงาน นั่งเล่น หรือชวนเพื่อนมาปาร์ตี้เล็กๆ ก็ยังได้

 

ส่วนตัวชอบตรงที่ กลางห้องมีต้นไม้เป็นจุดเด่น ช่วยเติมความสดชื่นและดึงธรรมชาติเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูนุ่มนวลและผ่อนคลาย

 

ขอตามใจบ้านที่มีเด็กๆ กันบ้างกับ Sensory Playground ออกแบบได้น่ารัก มีเครื่องเล่นวางไว้หลายจุด ให้เด็กๆ ปล่อยพลังกันอย่างเต็มที่

 

มาถึง Rooftop ปิดท้ายส่วนกลางด้วยไฮไลต์ Skyline Viewing Seat จุดนั่งชมวิวที่เปิดมุมมองออกไปแบบสุดลูกหูลูกตา 

 

นอกจากนี้ยังมีโซน BBQ Yard และ Multi-Purpose Lawn พื้นที่ Outdoor ที่ใช้งานได้หลากหลาย จะมาปิ้งย่าง นั่งกินข้าว หรือชวนเพื่อนมารวมตัวทำกิจกรรมเล็กๆ ก็เลือกใช้พื้นที่ได้ตามโอกาสและไลฟ์สไตล์ ที่น่ารักคือบริเวณนี้ยังมี สวนผักและสมุนไพร ให้ลูกบ้านสามารถเก็บไปใช้เป็นวัตถุดิบทำอาหารเพื่อสุขภาพได้จริงๆ อีกด้วย

 

ดูส่วนกลางกันจนเพลินแล้ว ทีนี้ลองเปิดประตูเข้าไปดูห้องพักกันต่อ ว่าภายในห้องจะออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ดีแค่ไหน

 

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น ตอนนี้ “รมย์ คอนแวนต์” เหลือห้องให้เลือกตั้งแต่ Type 2 Bedroom ขึ้นไป และขายแบบ Fully Fitted มีเฟอร์นิเจอร์บางส่วนมาให้เรียบร้อย โดยมีรูปแบบห้อง ดังนี้

1. 2 Bedroom ขนาดพื้นที่ 84-128 ตารางเมตร

2. 2 Bedroom Plus ขนาดพื้นที่ 118 ตารางเมตร

3. Penthouse ขนาดพื้นที่ 418 ตารางเมตร 

 

2 Bedroom ขนาดพื้นที่ 96.95 ตารางเมตร

ห้องตัวอย่างแรกที่จะพาไปส่องเป็น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ เปิดประตูเข้ามาจะเจอกับ Open Plan ขนาดใหญ่ เชื่อมต่อพื้นที่ Living & Dining & Kitchen ทำให้พื้นที่ส่วนกลางของห้องดูต่อเนื่องและใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น

 

เข้ามาแล้วทางซ้ายมือจะเป็น โซนครัว ที่ให้พื้นที่มาค่อนข้างกว้าง ยืนทำอาหารได้สบายๆ ไม่รู้สึกอึดอัด โดยได้ทั้งเคาน์เตอร์ครัวแบบ L-Shape และ Kitchen Island ท็อปด้วยหิน Ice Jade รวมถึง Backsplash ที่ใช้วัสดุลายเดียวกัน ทำให้ภาพรวมของครัวดูต่อเนื่องและสวยเป็นชุดเดียวกัน พร้อมตู้เก็บของด้านบนที่ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บให้ใช้งานได้จริง

 

นอกจากนี้ยังได้เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้ง เตาไฟฟ้า, Hood และ Combi-oven จากแบรนด์ Gorenje พร้อมใช้งานตั้งแต่เข้าอยู่

 

ถัดไปเป็นโซน Dining เลือกวางโต๊ะกินข้าวขนาด 4-6 ที่นั่งได้สบาย และยังเหลือพื้นที่รอบโต๊ะให้เดินเข้า-ออกได้สะดวก

 

ด้านในสุดของห้องเป็น Living Area โซนสำหรับทิ้งตัวเอนกายพักผ่อนแบบสบาย ๆ ด้วยขนาดพื้นที่ที่ให้มาค่อนข้างลงตัว สามารถวางโซฟาขนาด 4 ที่นั่งได้ทั้งแบบ I-Shape หรือ L-Shape พร้อมวางโต๊ะกลางได้อีกหนึ่งตัว โดยยังเหลือพื้นที่ให้เดินใช้งานได้สะดวก

 

ส่วนฝั่ง TV จะเลือกบิวท์อินให้เป็นสัดส่วน หรือจะจัดวางเฟอร์ฯ แบบห้องตัวอย่างก็ดูเก๋ดี เรียกว่าเป็นอีกมุมที่จัดพื้นที่มาให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

 

เดินลึกเข้าไปอีกฝั่งหนึ่งของห้อง จะเจอกับห้องน้ำส่วนกลาง จัดสรรพื้นที่ได้อย่างพอเหมาะ อ่างล้างมือเป็นแบบฝังเคาน์เตอร์ โดยใช้ลวดลายเดียวกับโซนครัว ตัวกระจกเปิดเก็บของได้ด้วย

 

โซนอาบน้ำโครงการติดฉากกั้นมาให้เรียบร้อย แต่ถ้าอยากแยก Wet & Dry Zone ให้ชัดขึ้น แนะนำติดประตูเพิ่มอีกนิด จะช่วยกันน้ำกระเด็นออกมายังพื้นที่ด้านนอกได้ดียิ่งขึ้น

 

ติดกันเป็นห้องนอนที่ 2 ซึ่งเชื่อมกับห้องน้ำเมื่อสักครู่จากภายในห้องได้เลย ซึ่งบริเวณทางเข้าจัดเป็นมุมแต่งตัว ทางโครงการบิวท์อินตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ทำให้มีพื้นที่ให้เก็บเสื้อผ้าและของใช้ต่างๆ ได้ค่อนข้างเต็มที่

 

ฝั่งติดกระจกจะเป็น มุมพักผ่อน ที่สามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตได้สบายๆ และยังเหลือพื้นที่รอบเตียงให้เดินใช้งานได้สะดวก พร้อมวางโต๊ะข้างเตียงเพิ่มได้ด้วย

 

มาถึง Master Bedroom แบ่งโซนแต่งตัวกับพักผ่อนชัดเจน โดยมีห้องน้ำอยู่ตรงกลางเป็นตัวเชื่อม ให้สเปซมาค่อนข้างใหญ่ทีเดียว เคาน์เตอร์อ่างล้างมือเป็นแบบ His & Her ใช้งานพร้อมกันแบบไม่ต้องแย่งกัน

 

ส่วนโซนเปียกก็ติดตั้งประตูกระจกกั้นมาให้เรียบร้อย พร้อมอ่างอาบน้ำสำหรับแช่พักผ่อน และพิเศษขึ้นไปอีกกับดีไซน์แบบ Sexy Bathroom เปิดมุมมองเชื่อมต่อกับห้องนอน

 

ออกจากห้องน้ำมา ทางขวามือจะเป็น Walk-in Closet ที่แยกพื้นที่แต่งตัวออกมาเป็นสัดส่วน ให้ฟีลเหมือนมี Dressing Room ส่วนตัว อยู่ในห้อง โครงการบิวท์ตู้เสื้อผ้ามาให้แบบจัดเต็ม และยังเหลือพื้นที่ตรงกลางกำลังดี เดินเลือกเสื้อผ้าและแต่งตัวได้สบายๆ

 

ซึ่งขึ้นชื่อว่าห้องนอนก็ต้องเป็นมุมที่ดีที่สุดของห้อง พื้นที่กว้าง พร้อมกระจกเข้ามุม ช่วยเปิดมุมมอง เพิ่มความโปร่งโล่งให้ห้อง และวางเตียง King Size ตรงกลางได้อย่างลงตัว

 

2 Bedroom Plus ขนาดพื้นที่ 118 ตารางเมตร

อีกหนึ่ง Type ที่น่าสนใจ ห้องนี้ขยับพื้นที่เพิ่มขึ้นมาทั้ง Common Area และห้องนอนให้พื้นที่ใหญ่ขึ้นมาอีกระดับ พร้อมห้อง Multi-Purpose แบ่งฟังก์ชันการใช้งานได้ครบและเป็นสัดส่วนมากขึ้น

 

อีกหนึ่งจุดพิเศษคือ Semi Balcony มุมพักผ่อนที่เชื่อมบรรยากาศภายในกับภายนอกเข้าด้วยกัน วันไหนอากาศดี ๆ ก็เปิดรับลมและแสงธรรมชาติยามเช้าได้ ทำให้ห้องมีบรรยากาศโปร่งและผ่อนคลายมากขึ้น

 

โซนแรกเป็น Kitchen & Dining โดยขวามือจะเป็นห้องครัว รอบนี้ได้ชุดเคาน์เตอร์แบบ L-Shape แต่ตู้เก็บของและเครื่องใช้ไฟฟ้ายังคงได้เหมือนกับห้องก่อนหน้า

 

ฝั่งซ้ายมือคือ Dining รองรับโต๊ะกินข้าวได้ขนาด 6 ที่นั่ง จัดวางแล้วพื้นที่โดยรอบยังดูไม่แน่น ด้านหลังโต๊ะทานข้าว ทางโครงการบิวท์อินชั้นวางของและตู้เก็บของมาให้ พร้อม Top หิน Ice Jade

 

คอนเน็กไปยังโซน Living Area สเปซกว้างขวางเลยทีเดียว ทำให้บิวท์อินและวางเฟอร์นิเจอร์ได้หลายแบบ สามารถวางโซฟาขนาด 3-4 ที่นั่ง ทรง L-Shape พร้อมบิวท์ชั้นวางทีวี และโต๊ะกลางได้อย่างลงตัว ก็ยังมีพื้นที่เปิดโล่งเหลืออีกเยอะ

 

ด้านในสุดของห้องจริงจะเป็นระเบียง Semi Balcony แต่ทางโครงการแต่งเป็น ห้องทำงาน ให้ดูเป็นไอเดีย ทำให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้สามารถปรับฟังก์ชันได้มากกว่ามุมนั่งเล่น ใครที่อยากเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ก็สามารถเปลี่ยนเป็นมุมทำงาน อ่านหนังสือ หรือพื้นที่พักผ่อนส่วนตัวได้ตามไลฟ์สไตล์ 

 

ถัดมาเป็นห้องนอนที่ 2 ออกแบบ Layout ให้อยู่อาศัยได้จริง ได้กระจกเข้ามุมช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาได้ทั่วถึง พร้อมเพิ่มมิติและความโปร่งให้กับห้อง

 

ทางโครงการบิวท์ตู้เสื้อผ้าไซส์ใหญ่ มาให้แบบจัดเต็ม และยังเหลือพื้นที่ข้างๆ กำลังดี สามารถจัดเป็นโต๊ะเครื่องแป้งแบบครบเซตได้เหมือนในห้องตัวอย่าง ส่วนพื้นที่นอนก็รองรับเตียงขนาด 5 ฟุตได้สบายๆ โดยยังมีพื้นที่รอบเตียงให้ใช้งานได้อย่างลงตัว

 

ติดกันเป็นห้องน้ำ ซึ่งดีไซน์แบบ Double Access เข้าได้ 2 ทิศทาง คือฝั่งโถงทางเข้าส่วนกลาง และห้องนอนที่ 2 ให้สุขภัณฑ์ครบตามที่เห็นในห้องตัวอย่าง

 

ตรงข้ามเป็นห้อง Multi-Purpose ซึ่งปรับฟังก์ชันใช้งานได้หลากหลาย จะเป็นห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือ ห้องดูหนัง หรือห้องกิจกรรมของครอบครัวก็จัดได้ตามไลฟ์สไตล์

 

ปิดจบด้วยไฮไลต์ของห้อง Master Bedroom ขนาดใหญ่ ทางโครงการบิวท์ตู้เสื้อผ้าและชั้นวางของมาให้ด้วย ที่เห็นแล้วว้าวกับ Walk-in Closet เพราะพื้นที่จัดมาให้บิวท์ตู้เสื้อผ้าและตู้เก็บของได้ถึง 2 ฝั่ง แถมตรงกลางยังมีสเปซสำหรับวาง Island ได้อีกหนึ่งตัว เรียกว่าจัดเต็มสำหรับสายแฟชั่นแบบจริงจังเลยทีเดียว

 

ด้านในสุดเป็น โซนพักผ่อน ที่ให้บรรยากาศอบอุ่นและเป็นส่วนตัว มีทั้งมุมนั่งเล่นริมกระจกสำหรับนั่งรับแสงธรรมชาติในช่วงเช้า และมุมนอนหลับที่ให้พื้นที่มากำลังสบาย แม้วางเตียง King Size 6 ฟุต แล้วก็ยังเหลือสเปซรอบๆ อีกเยอะ จะบิวท์ชั้นวางทีวี หรือเติมมุมโปรดเล็ก ๆ ไว้นั่งพักผ่อนก่อนเข้านอนก็ลงตัว เป็นห้องที่ชวนให้รู้สึกอยากทิ้งตัวพักผ่อนทันทีที่กลับถึงบ้าน

 

ห้องน้ำยังคงคอนเซ็ปต์ Sexy Bathroom ได้อ่างล้างหน้าแบบ His & Her ที่ใช้งานพร้อมกันได้ พร้อมกระจกเก็บของ และครบทั้ง อ่างอาบน้ำ, Hand Shower และโถสุขภัณฑ์

 

แต่แอบเอาไฮไลต์มาฝากเล็กๆ น้อยๆ เผื่อมีใครสนใจ Penthouse ขนาดพื้นที่ 418 ตารางเมตร ขายในรูปแบบ Bare Shell ให้อิสระได้การออกแบบตกแต่งได้อย่างเต็มที่ บอกเลยว่าวิวสวยมากกกกกกกกก แบบไม่บล็อกวิว เห็น City View ได้เต็มๆ ตาของแท้

 

ท้ายที่สุดแล้ว “ROMM Convent” ในฐานะ Luxury Wellness Residences ไม่ได้พยายามพาเราหนีออกจากความวุ่นวายของเมือง แต่เลือกสร้างพื้นที่ที่ทำให้เรา “อยู่กับเมือง” ได้อย่างรื่นรมย์ขึ้น

 

ตั้งแต่ทำเลใจกลาง สีลม-สาทร ที่ทำให้ทุกอย่างในชีวิตอยู่ใกล้ ไปจนถึงงานออกแบบที่ให้ความสำคัญกับ Wellness พื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และบริการด้านสุขภาพที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในทุกวัน

 

เพราะความหรูหราที่แท้จริงของการอยู่กลางเมือง ไม่ใช่แค่การมีทุกอย่างอยู่ใกล้ แต่คือการมีพื้นที่ที่ทำให้เราอยากกลับมาใช้ชีวิตในทุกๆ วัน - และนั่นคือความ “รื่นรมย์” ที่ ROMM Convent อยากให้คำว่า “บ้าน” มีความหมายมากกว่าเดิม

 

 

 

โดยเฉพาะ 2 Bedroom ราคาเริ่มต้น 24.9 ล้านบาท* ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 10% สุดท้าย ถือเป็นอีก Type ที่น่าจับตามอง เพราะตอบโจทย์ได้ทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และการถือครองในมุมการลงทุนระยะยาว 
ด้วยอัตราค่าเช่าที่ประเมินไว้เฉลี่ยประมาณ 1,000-1,200 บาท/ตร.ม. พร้อม Rental Yield ราว 4-5% และ Capital Gain ที่คาดการณ์ประมาณ 5-6% จึงช่วยให้เห็นอีกมุมของศักยภาพห้อง 2 Bedroom นอกเหนือจากคุณค่าของการอยู่อาศัยใจกลางสีลม-สาทร

 

และลูกค้าจากเพจ Livinginsider.com  รับส่วนลดเพิ่ม 200,000 บ.* 

รายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายเยี่ยมชมโครงการ https://bit.ly/3TixEpw

โทร 02 035 0999 

𝐋𝐢𝐧𝐞 𝐨𝐟𝐟𝐢𝐜𝐢𝐚𝐥 : https://lin.ee/EL04uEL 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

Nessle
Nessleอัปเดตล่าสุด 2026-09-25

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<

เพิ่มเพื่อน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

ประกาศที่เกี่ยวข้อง