News

เสียงตะโกนดัง ๆ ในใจดีเวลอปเปอร์ มาตรการรัฐ ดึงต่างชาติมั่งคั่ง-วัคซีน-โควิด

LivingInsider Report 2021-09-23 14:06:51

120 วันที่แล้วรัฐบาลประกาศคืนความสุขให้คนไทยด้วยนโยบายเปิดประเทศพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากโควิด

 

ไทม์ไลน์ที่ประกาศไว้จะมาบรรจบในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2564 นี้ แต่สถานการณ์จริงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนย่างเข้าไตรมาส 4/64 ยังไม่มีอะไรที่เคลียร์คัตชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะเปิดประเทศเมื่อใดกันแน่

 

ในระหว่างนี้เพิ่งมีมติคณะรัฐมนตรี 14 กันยายน 2564 เห็นชอบมาตรการดึงดูดลูกค้าต่างชาติมั่งคั่ง 1 ล้านคนเข้ามาพักอาศัยระยะยาวในประเทศไทย

 

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษผู้บริหารวงการอสังหาริมทรัพย์ 6 ราย ด้วยคำถามพื้นฐานในช่วงเริ่มต้นมาตรการใหม่ของรัฐบาล ประเมินปัจจัยบวกปัจจัยลบ การปรับกลยุทธ์รองรับโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งข้อเสนอแนะที่มีต่อรัฐบาล

 

“วรยุทธ กิตติอุดม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RK Group

ชาวต่างชาติที่มาลงทุนในไทยไม่ว่าจะเป็นในนิคมอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ CBD ของกรุงเทพฯ และ EEC ถือว่าได้อานิสงส์จากมาตรการนี้มาช่วยกระตุ้นได้เยอะ ในช่วงนี้เรายังไม่รู้ว่าโควิดจะหมดไปเมื่อไหร่ ฉะนั้น เวลาไปต่ออายุก็จะสะดวกมากขึ้นถ้ามีอายุที่ยาวมากขึ้น

 

ถ้ามีมาตรการนี้ก็เป็นตัวช่วย แต่มาตรการอื่น ๆ ก็คงจะต้องออกมาให้ต่อเนื่องและสอดคล้องกันไปในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ ก่อนหน้านี้มีเรื่องโควตาซื้อคอนโดมิเนียม 49% และการให้ต่างชาติถือครองบ้านแนวราบ

 

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความมั่นคงก็ต้องไปดูเรื่องกฎหมายอีกทีหนึ่งว่าจะมีมาตราไหนที่ช่วยยกเว้นหรือจำกัดระยะเวลา เช่น ถือครอง 50% ได้ แต่ไม่เกิน 5 ปี หรือ 10 ปี

 

เรื่องนี้เป็นสัญญาณที่ดี เพราะจริง ๆ แล้วต่างชาติที่ถือครองโดยแต่งงานกับคนไทยก็มีค่อนข้างเยอะ ในความเป็นจริงต่อให้กฎหมายควบคุมขนาดไหน สภาพความเป็นจริงแตกต่างกัน ถ้าเราทำให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงโดยการอัพเกรดกฎหมายขึ้นมาใหม่เพื่อให้ถูกต้องและเหมาะสมมากขึ้น จะช่วยกระตุ้นได้มากขึ้นอีก

 

สำหรับปัจจัยบวกต่ออสังหาฯ ชาวต่างชาติมีความสนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เรื่องของวัคซีน การควบคุมโควิด ถ้าต่างชาติเข้ามาในเมืองไทยแล้วติดโควิด โรงพยาบาลที่สามารถรับชาวต่างชาติเข้ารักษามีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีพื้นที่ในการรักษาที่ครอบคลุมผมคิดว่าจะทำให้การท่องเที่ยวกลับมาฟื้นได้เร็วมากขึ้น

 

ส่วนคำถามผลรูปธรรมนั้น มาตรการรัฐน่าจะช่วยได้เร็วถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกันสนับสนุน คิดว่าภายใน 6 เดือนอาจเห็นผล ไม่ต้องรอ 2-3 ปี ต้องขึ้นกับสถานการณ์โควิดด้วย ถ้าควบคุมได้ดีไม่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ยิ่งทำได้เร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่น การฟื้นตัวก็จะกลับมาได้เร็ว

 

ส่วนการให้วีซ่า 10 ปีดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปจำกัดแค่ว่าต้องซื้อบ้านในราคา 10 ล้านบาท อาจจำกัดเฉพาะกลุ่มเกินไป ตอนนี้อสังหาฯในไทยราคาถูกมากและมีปริมาณที่ค่อนข้างเยอะ ถ้ามีการดูดซับจากชาวต่างชาติออกไปยิ่งเยอะและเร็วเท่าไหร่ยิ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้เร็วมากขึ้น

 

เพราะอสังหาฯเป็นกลไกหนึ่งที่กระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ้าเราไม่จำกัดกรอบตรงนี้คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯหรือเมืองท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากก็จะถูก absorb ดีและเร็วขึ้น

 

“ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

ก็ดีนะ แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยได้มากน้อยขนาดไหน สิ่งที่รัฐบาลทำคือพยายามทำให้ regulation ต่างชาติมาเมืองไทยง่ายขึ้น ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้แย่อยู่แล้ว แต่เอฟเฟ็กต์ที่จะเกิดขึ้น 100% ต้องมาจากหลายด้าน เช่น ประเทศเราพร้อมเปิดไหม

 

แต่มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องนี้เรื่องเดียว ผลออกมาดีไม่ดีขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ การขายอสังหาฯคือการส่งออกอย่างหนึ่ง เพียงแต่เป็นการส่งออกที่อยู่อาศัย ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าของเรา competitive หรือเปล่าเทียบกับสินค้าของคนอื่นในโลก และขึ้นอยู่กับคนซื้อมีเงินหรือเปล่า

 

ดังนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ว่าเราให้ regulation นี้แล้วทุกอย่างต้องดี ขึ้นอยู่กับว่าประเทศอื่นให้ regulation ที่ดีกว่าหรือเปล่าด้วย

 

ถามว่าเป็นบวกขนาดไหนก็ต้องรอดูต่อไป เพราะตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้ถูกขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่ในเชิงของเฮลท์มากนัก ดังนั้น อาจจะไม่ได้เร็วมาก ถ้าสมมุติว่าเรากลับไปในช่วงที่คนอยากมาประเทศไทย แล้วเราใส่แพ็กเกจนี้เข้าไปด้วยก็อาจจะเห็นผลชัดกว่า

 

ประเด็นการให้วีซ่าต่างชาติ 10 ปี คำถามคือดีเวลอปเปอร์ไทยจะทำยังไงให้ลูกค้าต่างชาติอยากเป็นเจ้าของ asset ในเมืองไทยก่อน เขาไม่ได้ซื้อตึกกับปูนที่ดีเวลอปเปอร์สร้าง เขาซื้อ culture เมืองไทย เขาซื้อ environment เมืองไทย ซื้อความปลอดภัยที่อยู่ในเมืองไทย

 

ส่วนนโยบายเปิดประเทศขึ้นอยู่กับว่าเปิดแล้วปิดอีกหรือเปล่า คิดว่า regulation กับ trust ไม่ได้มาด้วยกันตั้งแต่ช่วงที่ไม่ดีรัฐบาลเคยบอกเราไหมว่าเราจะแย่ ก็เห็นบอกว่าดีตลอด เอาอยู่ตลอด ก็เหมือนกับที่บอกจะเปิดประเทศ แต่ถามว่าเรา trust ขนาดไหน

 

แล้ว trust เป็นสิ่งที่ใช้เวลาในการสร้างนานแต่ทำลายด้วยความรวดเร็ว ตอนนี้ก็เลยรู้สึกว่ารอดูความจริงดีกว่าว่าจะออกมาแล้วเป็นยังไง

 

ข้อเสนอแนะรัฐบาล ทำยังไงให้ประหยัดที่สุด tax หรือ incentive ทำยังไงให้เขาอยากมา เหมือนกับเราบอกว่าจะซื้อทีวีแถมรีโมตเพิ่มเป็น 2 อัน แต่มันไม่ได้ทำให้เรามีเงินซื้อทีวี วันนี้ที่ต้องทำคือทำยังไงให้มีเงินซื้อทีวี ทำยังไงให้ชาวต่างชาติอยากมาไทย

 

เพราะไม่มีใครอยากมาประเทศที่กลับบ้านไปแล้วต้องมากลุ้มใจกลัวติดโควิดหรอก จะออกโปรโมชั่นอะไรมาก็ตาม ถ้าไม่ทำให้เขาอยากมาก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น ข้อเสนอคือให้รัฐบาลแก้ปัญหาหลักก่อน

 

“ธงชัย บุศราพันธ์” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

เป็นเรื่องที่ดีครับ ให้ผลบวกกับเศรษฐกิจไทย แล้วที่จะมีการพิจารณาให้ซื้อที่ดินด้วยอันนั้นก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ตัวนโยบายถ้าเป็นรูปธรรมจะทำให้ขายง่ายขึ้น เพราะตลาดกว้างขึ้น มีดีมานด์เยอะขึ้น

 

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาก็มีชาวต่างชาติหลายคนที่อยากมาถือครองที่ดินในประเทศไทยแต่ก็ไม่เคยทำได้ ตอนนี้ก็เป็นโอกาสดี

 

มาตรการใหม่น่าจะมีผลในเชิงบวกค่อนข้างเยอะ ที่ผ่านมาการที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ทำให้กระบวนการในการขายตลาดต่างชาติค่อนข้างลำบาก ก็มีหลายคนรออยู่ว่าถ้าเราเปิดเมืองเมื่อไหร่เขาจะรีบเดินทางมา แล้วถ้ามีแพ็กเกจตัวนี้ด้วยก็ยิ่งดี

 

แต่ผมไม่แน่ใจว่ากระบวนการในการแก้ไขกฎหมายของเราจะใช้เวลานานแค่ไหน

 

สำหรับการปรับแผนธุรกิจรองรับนั้น จริง ๆ สอดคล้องกับแผนเดิมที่เราทำอยู่แล้ว ตอนนี้มีการทำโครงการแนวราบเพิ่มขึ้น เดิมแนวราบเราก็มุ่งเน้นที่ขายเฉพาะลูกค้าในประเทศ แต่ถ้าขายต่างประเทศได้ด้วยก็น่าจะเป็นอานิสงส์ที่ดี เพราะโนเบิลฯเป็น market leader ในเรื่องตลาดต่างชาติอยู่แล้ว

 

โดยพอร์ตพัฒนาโครงการในปี 2565 น่าจะเพิ่มแนวราบเป็น 30% คอนโดฯ 70% เทียบกับแต่ก่อนคอนโดฯ 95% แนวราบ 5% ตอนนี้สถานการณ์โควิดทำให้แนวราบมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย ซึ่งลงทุนแนวราบเพิ่มเข้ามาค่อนข้างง่าย

 

อย่างไรก็ตาม เราคงเปิดคนเดียวไม่ได้ ประเทศที่เป็นคู่ค้ากับเราก็ต้องเปิดด้วย เพราะฉะนั้น อาจจะต้องเจาะพิเศษทำเป็น bubble route เช่น เราคู่กับจีนหรือที่ไหนเขาก็ต้องเข้าใจสถานการณ์บ้านเราประมาณหนึ่งเหมือนกันว่า บ้านเราปลอดภัยแล้ว ตรงนั้นจะช่วยทำให้เปิดได้ทั้งสองฝั่ง และคนก็จะเดินทางได้

 

อย่างกรุงเทพฯแซนด์บอกซ์ หรือภูเก็ตแซนด์บอกซ์ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้คนที่เข้ามาแล้วไม่ต้องถูกกักตัว สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ แต่ก็คงต้องดูเรื่องของระยะเวลาด้วย อย่างเช่น 14 วัน ผมก็มองว่าหลายประเทศเขาทำแค่ 10 วันเท่านั้นเอง แล้วค่าใช้จ่ายในการตรวจก็ยังเป็นประเด็นอยู่เพราะมันค่อนข้างแพง

 

ข้อเสนอแนะของผมอยากจะให้ทำให้เร็ว วันนี้คิดได้รีบทำแล้วกัน สปีดสำคัญที่สุด ถ้าสมมุติทันก่อนตรุษจีนก็น่าจะโอเค เพราะผมคิดว่าปี 2565 คนน่าจะเริ่มเดินทางกันได้

 

“อธิป พีชานนท์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

ดีครับ จริง ๆ เรื่องนี้เราคุยกันมาระยะหนึ่งแล้วประมาณ 1 ปี แต่ตอนนั้นผมเข้าใจว่าเรื่องนี้ที่มีการนำเสนอยังไม่ได้ถูกรับพิจารณา เพราะตอนนั้น (รัฐบาล) อาจมองว่าสถานการณ์ยังไม่ค่อยแย่ลง แต่ทีนี้พอต่างชาติหายไปจริง ๆ หายไปหมด

 

คนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนหนึ่งก็ไม่มาโอนกรรมสิทธิ์ก็มี เป็นตัวพิสูจน์ว่าความรุนแรงของโควิดตอนนี้ถือว่าค่อนข้างที่จะถลำพอสมควรแล้ว

 

การออกมาตรการนี้ถ้าออกประมาณปีที่แล้วหรือต้นปีนี้ก็ยังดี น่าจะช่วยทำให้ความน่าสนใจมาก เพราะตอนนั้นสถานการณ์โควิดยังไม่รุนแรง และเราเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องด้วยซ้ำไปว่าเราดูแลโควิดได้ดี หลายประเทศก็เห็นว่าการจัดการของเราดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

 

ถ้าการเปิดเมืองไม่ต้องมีเงื่อนไขมากมายนัก และคนต่างชาติก็ทยอยเข้ามาได้จำนวนมาก มาตรการที่ทำให้คนต่างชาติมีความรู้สึกว่าอยากมาซื้ออสังหาริมทรัพย์และได้วีซ่า 10 ปี ก็เป็นมาตรการที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องรอดูสภาพการเปิดเมืองว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน

 

ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อกับผู้เสียชีวิตยังไม่ค่อยลดลงมากนัก ยังติดเชื้อเป็นหลักหมื่นอยู่ทุกวัน มีคนเสียชีวิต 100-200 คนทุกวัน ถ้าเทียบกับประเทศอื่นตอนนี้เขาเริ่มดีขึ้น ก็ต้องรอดูว่าที่บอกว่าจะเปิดเมืองในเดือนตุลาคมจะเป็นอย่างไร

 

เพราะถ้าเราออกแคมเปญแบบนี้แต่เราไม่สามารถเปิดเมืองได้ ถึงออกไปความร้อนแรงหรือความน่าสนใจก็คงจะเป็นไปไม่ได้มาก

 

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลนั้น ผมอ่านมติ ครม.แล้วยังไม่มีรายละเอียด อยากเสนอว่าอย่าทำอะไรที่มันตึงเกินไป ถ้าให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ก็คือซื้อยังไงก็ได้ หรือเช่าระยะยาวก็ได้

 

แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นชิ้นเดียว อาจซื้อ 2-3 ยูนิต อยู่คนละที่กัน มารวมกันแล้วได้มูลค่าตามที่รัฐบาลกำหนดก็น่าจะโอเค ไม่ใช่ว่าต้องเป็นชิ้นเดียว

 

และผมอยากให้มีแพ็กเกจย่อมลงมาหน่อยเพื่อให้นักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มเขาก็ตัดสินใจ ถ้า 10 ล้านบาทบางคนอาจมีความรู้สึกว่าเยอะไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเงินแต่เขาอาจมองว่าต้องการกระจายความเสี่ยง อาจซื้อในประเทศไทย 5 ล้านบาท ซื้อที่ประเทศอื่นอีก 5 ล้านบาท

 

เขาก็ยังได้กระจายความเสี่ยงไป เราอย่าไปลิมิตว่า 10 ล้านบาทอย่างเดียว เพราะอาจมีจำนวนน้อย

 

“พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย

มาตรการใหม่ดึงดูดต่างชาติมั่งคั่ง…อันนี้ยังไม่ตอบ เพราะการทำแบบนี้คือไปศึกษาและร่างมา แต่สุดท้ายต้องไปแก้ พ.ร.บ.อาคารชุด พอแก้ พ.ร.บ.อาคารชุดก็ต้องเข้าสภา ซึ่งถ้าเข้าสภาตอนนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) กำลังวุ่นวายแบบนี้ไม่เข้าในรัฐบาลนี้หรอก

 

มันก็แค่เป็นการศึกษา เวลาแก้กฎหมายต้องแก้ผ่านรัฐสภา แก้ พ.ร.บ.ต้องมีฝ่ายนิติบัญญัตินำเสนอ แล้วก็ต้องถกกันในสภา ซึ่งการแก้กฎหมายตรงนี้คงไม่ใช่ประเด็นสำหรับก่อนเลือกตั้งใหม่ (รอ) อีกยาว

 

ถ้าเข้าไปฝ่ายค้านก็เตรียมรอไว้แล้วว่าขายชาติ ก็ตีข่าวว่าจะให้ต่างชาติยึดแล้ว คนจีนจะมายึดเมืองไทยแล้ว ตีความเป็นทางลบไปหมดแล้วล่ะ ซึ่งเขาก็ต้องประเมินว่าทำตอนที่คะแนนเสียงของนายกฯก้ำกึ่งแบบนี้หรือเปล่า ถ้าแก้กฎหมายแล้วโหวตแพ้มีสิทธิต้องยุบสภาอีก ซึ่งเขาคงไม่เสี่ยงทำตอนนี้หรอก อันนี้ตามที่ประเมินก็เลยยังไม่อยากให้สัมภาษณ์

 

ถ้าทำแล้วจะเป็นการระบายสต๊อกค้างอยู่ของตลาดคอนโดฯมันก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ขายไม่ได้เหลือสต๊อกเยอะ คอนโดฯน็อกมาแล้ว 2 ปี โครงการใหม่ก็ไม่ค่อยออก (เปิดใหม่) ถ้าออกก็ราคาถูกซึ่งไม่ใช่ต่างชาติซื้อ

 

ดีมานด์อสังหาฯยังมีอยู่ตลอด ไม่ซื้อคอนโดฯก็ไปซื้อบ้าน หลายคนก็ไปซื้อแนวราบ เพราะฉะนั้น บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯก็แห่ไปทำแนวราบหมด แต่ตอนนี้ที่สำคัญคือเป็นคอขวดปัญหารายย่อยกู้ไม่ผ่าน โดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ราคา 2 ล้านลงมาผ่านยากมาก

 

การที่แบงก์ไม่อนุมัติสินเชื่อเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งลามไปถึงแนวราบแล้ว ยอดขายดีขึ้น แต่ยอดโอนไม่มีก็ตายอยู่ดี

 

ส่วนแนวคิดให้ปรับมาตรการลดค่าโอน…เสนอจนเบื่อแล้ว 3 สมาคมมองว่าคนที่มีกำลังซื้อคือที่อยู่อาศัยราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับผลกระทบไม่มากยังอยากมีบ้าน รัฐมองว่าถ้าไปทำเกิน 3 ล้านบาทก็ไปช่วยคนรวย

 

แต่ถ้าไปดูตัวเลข 3-5 ล้านคือกลุ่มใหญ่ที่สุด 50% ของตลาดรวมบ้านทั้งหมดที่ขายอยู่ ตอนนี้แบงก์เข้มงวดและออกกฎแปลก ๆ ออกมา

 

อสังหาฯหลายคนที่ยังพอมีทุนหรือกู้ยืมออกพันธบัตรได้ก็เลยไปทำธุรกิจอื่น เปิดโรงเรียนนานาชาติ ทำโลจิสติกส์ พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม เฮลท์แคร์ บ้านผู้สูงวัย เพราะรู้ว่าอสังหาฯท่าทางลำบาก

 

“กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน)

มาตรการใหม่เป็นเรื่องที่ดี เรามีส่วนช่วยให้นักลงทุนต่างชาติเลือกประเทศที่จะเข้าไปลงทุนหรือพำนักอาศัย อย่างน้อยซื้ออสังหาฯ เห็นมีกลุ่มที่เป็นเกษียณอายุด้วย ก็เลือกมาอยู่อาศัยที่ไทย

 

ซึ่งการกำหนดโควตาซื้อ ปัจจุบันโควตาคอนโดฯ 49% เราทำมาหลายปี อาจเป็นในบางโซนที่มีดีมานด์ของคนต่างชาติ ถ้าคิดว่าใครเป็นเซ็นเตอร์ของ EEC เราก็ควรต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ ก็อาจเพิ่มโควตามากกว่า 49% โดยทดลองเป็น step ไปก็ได้

 

ส่วนบ้านจัดสรรผมว่าก็เหมือนกัน เดิมไม่เคยมีเลย ลองกำหนดโควตาซื้อ 49% เหมือนคอนโดฯดูว่ามีปัญหาอะไรไหม

 

ประเด็นที่บางคนอาจมองว่าเป็นการขายชาตินั้น จะเรียกว่าขายชาติคงจะดูรุนแรงไป เราเป็นการขายสินค้า ในมุมมองของผมคิดว่าไม่น่าจะกระทบเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องของการซื้อขายกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนนี้เรามีวิกฤตเศรษฐกิจถ้าภาคอสังหาริมทรัพย์ขับเคลื่อนไปได้ก็จะช่วยให้ภาคธุรกิจอื่น ๆ ขับเคลื่อนตามไปด้วย

 

ทั้งก่อสร้าง วัสดุ แรงงาน เฟอร์นิเจอร์ กระเบื้อง ปูนซีเมนต์ อสังหาฯ เป็นอุตสาหกรรมหลักที่เป็นต้นน้ำช่วยผลักดันอุตสาหกรรมอื่น ๆ ถึงเวลาที่ต้องมาช่วยกันคิดในมุมนี้มากกว่า

 

พอร์ตลูกค้าต่างชาติก่อนโควิดก็พอมีบ้าง ช่วงโควิด 1-2 ปีมานี้ก็ไม่มีนักลงทุนต่างชาติเลย เดิมมี 10% ไม่ค่อยเยอะ นโยบายที่ออกมาอาจไม่ได้แอ็กชั่นทันทีก็ได้ สุดท้ายก็ต้องดูว่าวัคซีนจะมาเมื่อไหร่ ฉีดได้ครอบคลุมเมื่อไหร่ จะเปิดการบินเมื่อไหร่ อาจจะไม่ได้แอ็กชั่นปี 2564 นี้ด้วยซ้ำ

 

แต่รีบอนุมัติออกมาก่อนและเตรียมการกันก่อนตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นเรื่องที่ดี เมื่อมีวัคซีน เปิดให้บินเข้าประเทศได้ ต่างชาติเดินทางเข้ามาได้ ก็จะได้เป็นการกระตุ้นอย่างจริงจัง

 

ส่วนนโยบายเปิดประเทศในเดือนตุลาคมนี้ มองว่าเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของการเดินทาง การใช้ชีวิต รัฐบาลควรมากระตุ้นว่าควบคุมโรคได้แล้ว มีการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมทั่วถึงและเท่าทันเหตุการณ์ เมื่อมีความเชื่อมั่นแบบนี้จะทำให้เกิดการใช้ชีวิตอย่างปกติ เศรษฐกิจก็ขับเคลื่อนไปได้

 

 

ขอบคุณภาพและข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ

https://www.prachachat.net/property/news-765234

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

บทความอื่นๆ

LivingStock Application

ค้นหาล่าสุด

ทําเลที่ถูกค้นหามากที่สุด

แสดงทั้งหมด

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่ RCA

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่ RCA ดินแดง ศูนย์วิจัย คลองตัน

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ เอกมัย พร้อมพงษ์ ประสานมิตร

อ่อนนุช อุดมสุข

อ่อนนุช อุดมสุข พระโขนง บางจาก ปุณณวิถี

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน เสือใหญ่ เสนานิคม วังหิน รัชวิภา บางเขน

นวมินทร์ รามอินทรา

นวมินทร์ รามอินทรา วัชรพล สายไหม หทัยราษฎร์ แฟชั่นไอส์แลนด์ สุขาภิบาล 5

สะพานควาย จตุจักร

สะพานควาย จตุจักร หมอชิต ประดิพัทธ์ อินทามะระ