News

'โกลเด้นแลนด์' อสังหาฯ เจ้าสัวเจริญ ลุยซื้อคอนโดล้น ขายต่อ..!”

LivingInsider Report 2020-02-19 14:22:58

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบรอบด้าน กดกำลังซื้อผู้คน ส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายเล็ก กลางและใหญ่ ต้องแบกสต็อก จนบางรายเริ่มขาดสภาพคล่อง

 

และหาทางออกด้วยการขายโครงการสต็อกล้นเหล่านี้ให้กับกลุ่มทุนใหญ่มาบริหารต่อโดยหนึ่งในกลุ่มทุนที่จะมาช้อปสต็อกล้น แน่นอนย่อมมีชื่อของ โกลเด้นแลนด์ ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯในเครือไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (ทีซีซี กรุ๊ป) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี อยู่ในนั้น ! 

 

แสนผิน สุขี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเด้นแลนด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด บริษัทในเครือบมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวระหว่างแถลงแผนธุรกิจประจำปี โดยยอมรับว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาการเข้าซื้อโครงการคอนโดมิเนียมจากผู้ประกอบการรายอื่นทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์เข้ามาบริหารและขายต่อ ซึ่งคอนโดที่อยู่ระหว่างการศึกษาเป็นคอนโดที่สร้างเสร็จแล้วยังมียูนิตเหลือขาย หรือโครงการคอนโดที่ขายพรีเซลแล้วอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

 

ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนยูนิตเหลือขายอยู่ไม่ต่ำกว่า 50% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด และเป็นคอนโดที่อยู่ในทำเลที่ดี ตอบโจทย์คนเมืองระดับราคาขาย 150,000-200,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ซึ่งบริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 โดยที่การเริ่มเข้าสู่ตลาดคอนโดในครั้งนี้มาจากการที่บริษัทมองเห็นในการเข้าตลาดคอนโดทางลัดจากภาพรวมสต็อกที่เหลืออยู่เป็นจำนวนมาก

 

“ที่ผ่านมาตลาดอสังหาฯยังไม่ถึงจุดต่ำสุด คาดว่า จุดต่ำสุดจะอยู่ในช่วงปี 2563 หรือปี 2564 หลังจากที่ตลาดคอนโดชะลอตัวลงมาต่อเนื่อง ทำให้มีผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการคอนโดในช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหาการขายและประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง

 

ดังนั้น ในปีนี้เรามีแผนที่ขยายทำตลาดคอนโดในรูปแบบของการเข้าไปซื้อคอนโดที่มีผู้อยู่อาศัยจริง (Real demand) ในทำเลที่ติดห้าง ซึ่งเป็นเทรนด์ของผู้บริโภคที่นิยมซื้อที่อยู่อาศัยติดกับห้างสรรพสินค้า หรือศูนย์การค้า เพราะตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอย เดินทางสะดวก”

 

แสนผิน อธิบายว่า การพัฒนาคอนโดเป็นโครงการใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างและรับรู้รายได้ค่อนข้างนาน ทำให้ผู้ประกอบการจะต้องถือเงินสดไว้ในการเป็นสภาพคล่องค่อนข้างมาก ท่ามกลางภาวะตลาดคอนโด ‘ขาลง’ ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ทำให้บริษัทเห็นโอกาสในการเข้าลงทุนคอนโดจากการซื้อคอนโดที่พัฒนามาแล้วมาบริหารและขายต่อ

 

ซึ่งไม่มีความเสี่ยงด้านการขอใบอนุญาตวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) และทำให้การดำเนินการขายรวดเร็ว สามารถรับรู้รายได้ทันทีจำนวน 1-2 โครงการ โดยบริษัทจะสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา คาดว่าการลงทุนดังกล่าวจะมีกำไรขั้นต้น 30% 

 

ขณะเดียวกันบริษัทยังมองหาการซื้อที่ดินใหม่เพื่อนำมาพัฒนาโครงการคอนโดของบริษัทในอนาคต เพื่อทำให้ธุรกิจอสังหาฯประเภทที่อยู่อาศัยของบริษัทมีสินค้าครบวงจร คาดว่า สัดส่วนรายได้จากคอนโดจะขยับขึ้น 10-20% ภายในปี 2565-2566

 

“การทำคอนโดเหมือนสินค้าแฟชั่นค่อนข้างหวือหวาตามสภาพเศรษฐกิจไม่เหมือนแนวราบที่โตต่อเนื่อง ปีนี้จึงถือเป็นการวางรากฐานคอนโดและเข้ามาเสริมรายได้หลักจากแนวราบที่ตั้งเป้าไว้ 19,000 ล้านบาท”

 

แสนผิน กล่าวว่า การพัฒนาโครงการแนวราบ ของบริษัทใช้กลยุทธ์ Classic Model คือจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็น ‘เรียลดีมานด์’ ที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง โดยวางระดับราคาสินค้าแต่ละประเภทให้เหมาะกับกำลังซื้อ โครงการทาวน์โฮม 2-5 ล้านบาท

 

โครงการบ้านแฝด 5-8 ล้านบาท และโครงการบ้านเดี่ยว ระดับราคาที่ 8-15 ล้านบาท โดยในปี 2563 บริษัทมีแผนเปิดขายโครงการใหม่ 19 โครงการมูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ที่มีการเปิดตัวโครงการ 22 โครงการ มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท

 

เนื่องจากมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจ ‘ทรงตัว’ และผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อ (แอลทีวี)ที่ยังส่งผลต่อลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังที่ 2 และ 3 มาตรการเข้มงวดเรื่อง DSR (Debt Service Ratio) หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงสัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือน

 

ซึ่งทำให้ลูกค้ากู้ได้ยากขึ้น ขณะที่หนี้สินครัวเรือนยังสูงและค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่า ทำให้ลูกค้าต่างชาติ ‘ชะลอ’การตัดสินใจซื้อ ขณะที่ปัจจัยส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจในปีนี้ คืออัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับราคาวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มทรงตัวและลดลง และแรงงานทางธุรกิจที่ยังมีอยู่มาก

 

สำหรับปีนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนซื้อที่ดินไว้ที่ 8,000 ล้านบาท เพื่อใช้ซื้อที่ดิน จำนวน 17 แปลง เป็นที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการคอนโด จำนวน 1 โครงการ, ที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว จำนวน 2 โครงการ, ที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการทาวน์โฮม จำนวน 7 โครงการ, ที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการบ้านแฝด จำนวน 5 โครงการ และที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการ จำนวน 2 โครงการ

 

โดยบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายพรีเซล ในปี 2563 ไว้ที่ 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มียอดขายรวม 32,567 ล้านบาทยอดรับรู้รายได้ที่ 19,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11% จากปี 2562 ที่ 17,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จากโครงการแนวราบในปี 2563 แบ่งเป็น จากสินค้าประเภททาวน์โฮม 8,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 52% ของรายได้รวม,

 

จากสินค้าประเภทบ้านเดี่ยว3,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18% ของรายได้รวม, จากบ้านแฝด 3,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 17% ของรายได้รวม และเป็นรายได้จากต่างจังหวัด 2,200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13% ของรายได้รวม ส่วนอีก 2,000 ล้านบาท เป็นรายได้จากอื่นๆ เช่น ค่าเช่า เป็นต้น

 

 

ขอบคุณภาพและข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/866545?

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

LivingStock Application

ค้นหาล่าสุด

ทําเลที่ถูกค้นหามากที่สุด

แสดงทั้งหมด

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่

พระราม 9 เพชรบุรีตัดใหม่ RCA ศูนย์วิจัย คลองตัน

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ

สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ เอกมัย พร้อมพงษ์ ประสานมิตร

อ่อนนุช อุดมสุข

อ่อนนุช อุดมสุข พระโขนง บางจาก ปุณณวิถี

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน

เกษตรศาสตร์ รัชโยธิน เสือใหญ่ เสนานิคม วังหิน รัชวิภา บางเขน

นวมินทร์ รามอินทรา

นวมินทร์ รามอินทรา แฟชั่นไอส์แลนด์ วัชรพล สายไหม หทัยราษฎร์ สุขาภิบาล 5

สะพานควาย จตุจักร

สะพานควาย จตุจักร หมอชิต ประดิพัทธ์ อินทามะระ