News

รับเหมาคอนโดฯ ซบ...จีนหาย กระอักเซ่นพิษสงครามการค้า

LivingInsider Report 2019-05-29 11:38:28

 

สงครามการค้า พ่นพิษหลังไร้ท่าทีสงบ ส่งผลกระทบอุตสาหกรรมก่อสร้างโครมใหญ่ - ลูกค้าจีนลด อสังหาฯแทบปรับตัว ลดปริมาณขึ้นโครงการ

 

แม้ปัจจุบันตลาดอสังหา ริมทรัพย์ไทยแทบไม่มีปัจจัยบวก โดยเฉพาะพบตลาดลูกค้าต่างชาติ และตลาดนักลงทุนลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากผลพวงสงครามการค้า หรือ ภาวะเศรษฐกิจโลกกลายเป็นปัญหาของทุกบริษัทในการปรับแผนและปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือ

 

เช่นเดียวกับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง แรงงาน ต่างถูกกระทบเป็นโดมิโน จากปริมาณงานที่ลดลงอย่างคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ แหล่งข่าวจากวงการรับเหมา สะท้อนว่า บริษัทผู้รับเหมาอาจได้รับผลกระทบจาก ปริมาณงานลดลง ผู้รับเหมาจีนเข้ามาแย่งงาน สร้างความปั่นป่วนอย่างมากในอุตสาหกรรม

 

ทั้งนี้แหล่งข่าวกล่าวต่อ ว่าสาเหตุใหญ่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ - จีน ยังคงยืดเยื้อไร้จุดจบ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง รวมถึงประเทศไทยที่พึ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก ขณะเดียวกันยังลุกลามมายังอุตสาหกรรมก่อสร้าง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการไทย สร้างขึ้นมารองรับลูกค้าจีน เนื่องจาก คนไทยกำลังซื้อไม่มาก อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดปัจจัยมากระทบทำให้สินค้าล้นตลาด กระทั้งต้องตัดสินใจพับแผนชะลอขึ้นโครงการออกไป

 

สำหรับทางออก ผู้รับเหมาต้องปรับตัวท่ามกลางปริมาณงานที่ลดลง เนื่องจากการแข่งขันสูงโดยทุกบริษัทต้องเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง สร้างผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง 

 

เช่นเดียวกับนายปัฐวิน วงศ์เสถียร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ GRAND UNITY กล่าวว่า ทุกวิกฤติยังอาจเป็นโอกาสของบริษัทที่มีความมั่นคง และสถานะการเงินแข็งแกร่งอย่างเรา จึงมีแผนมุ่งพัฒนาโครงการที่ขนาดไม่ใหญ่มาก 

 

และต้องตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง เช่น กลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมีกำลังซื้อ รวมถึงกลุ่มนักลงทุนระยะยาวด้วย โดยลดความเสี่ยงด้วยการเก็บดาวน์ในกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ 30% และตั้งเป้ายอดพรีเซลลดลงกว่าปกติที่เพียง 30 - 40% ต่อโครงการ จากอดีตที่ตั้งไว้มากกว่า 50% ในทุกโครงการ

 

ทั้งนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนประกอบธุรกิจที่ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 เป้าหมายเปิดโครงการใหม่ รวม 6 โครงการ มูลค่า 9.6 พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทยอยเปิดไปแล้ว 2 โครงการ และล่าสุดเพิ่งเปิดโครงการที่ 3 “อนิล สาทร” คอนโดมิเนียม ทำเลศักยภาพสาทร มูลค่า 3.4 พันล้านบาท จับกลุ่มลูกค้าระดับบน 11 - 200 ล้านบาท คาดจะได้รับการตอบรับสูงจากทั้งลูกค้าคนไทยและคนต่างชาติ 

 

โดยจะกระตุ้นยอดขายต่างชาติด้วยการนำสินค้าไปโรดโชว์ที่ประเทศฮ่องกงและไต้หวันด้วย ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังเตรียมเปิดใหม่อีก 3 โครงการ คือ เซียล่า จรัญ  13, เซียล่า เจริญนคร และเดนิม จตุจักร ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) แล้วมากกว่า 3 พันล้านบาท 

 

และมีสต๊อกสินค้าพร้อมโอนกรรมสิทธิ์รวม 500 หน่วย ประมาณ 2 พันล้านบาท เช่น ในกลุ่มโครงการ ยู ดีไลท์ คาดปีนี้จะสามารถระบายสต๊อกออกได้ประมาณ 80% ผ่านกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ โปรโมชันที่ออกมาเพื่อดึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก เป็นต้น

 

นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินิกซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์คอนซัลแทนซี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาวิจัยและสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ ระบุแม้ ปัญหาสงครามการค้าจะยืดเยื้อ แต่สำหรับลูกค้าชาวจีน มองว่า ยังเป็นตลาดที่ไปได้เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศถดถอย คนสร้างครอบครัวลดลง อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่อง 

 

ดังนั้น จีนจึงเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักของตลาดคอนโดฯ หากผู้ประกอบการยังไม่สามารถหยุดพัฒนาโครงการใหม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างฮ่องกง, สิงคโปร์ ไต้หวัน ซึ่งมักสนใจราคาระดับบน 10 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่แม้ว่าจะชื่นชอบคอนโดมิเนียมระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่เฉลี่ยกำลังซื้อส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 2 - 3 ล้านบาทหรือไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อหน่วย

 

ขอบคุณข่าวจาก ฐานเศรษฐกิจ 

http://www.thansettakij.com/content/401801

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

บทความอื่นๆ

LivingStock Application