Review

Wall Art ความงามที่เปรียบดั่งงานศิลปะบนผืนผนังจาก Calico Wallpaper

pari 2018-07-31 10:56:09

Wall Art ความงามที่เปรียบดั่ง “งานศิลปะ” บนผืนผนังจาก Calico Wallpaper

โดย pari

 

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ที่ชาวยุโรปยุคกลางได้รู้จักการนำกระดาษที่เหลือจากการพิมพ์วรรณกรรม ปิดทับผิวผนังเพื่อทดแทนการใช้ผ้าทอขึง ซึ่งมีราคาสูงจนมีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะสามารถใช้ผ้าสีสันและลวดลายสวยงามเป็นฉนวนปิดกั้นระหว่างแผ่นหินที่เย็น และรักษาอุณหภูมิภายในห้องให้อบอุ่น

 

ยุคเริ่มต้นของการใช้กระดาษปิดผนังหรือ วอลเปเปอร์ จึงถือกำเนิดตั้งแต่ตอนนั้น โดยเริ่มจากการพิมพ์หมึกคาร์บอน ใช้แม่แบบไม้ พิมพ์เพียงลวดลายตามสมัยนิยมตามแบบลายผ้า และมีเพียงสีขาวดำเท่านั้น

 

แม้การเรียงต่อวอลเปเปอร์แผ่นเล็กๆ สู่ผืนผนังแผ่นใหญ่ จะมีความสวยงาม แต่การใช้งานนั้นจริงค่อนข้างลำบาก จนเมื่อเวลาผ่านไป เข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 17 มีการคิดค้นการผลิตเป็นม้วนกระดาษขนาดยาว 10.5 เมตรจวบจนปัจจุบันยังคงกลายเป็นขนาดมาตรฐานสำหรับความยาวของวอลเปเปอร์ และทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังเป็นงานที่ต้องใช้ความชำนาญ ความประณีตของช่างฝีมือสูง และต้องลงสีด้วยมือ กระทั่งการพลิกหน้าประวัติศาสตร์เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อมีคิดค้นเครื่องพิมพ์ลายวอลเปเปอร์ได้สำเร็จในช่วงศตวรรษที่ 18

 

ปัจจุบันวอลเปเปอร์มีให้เลือกสรรมากมาย ไม่เพียงแค่ลวดลายที่สวยงาม มีเทคนิคการพิมพ์ที่ทันสมัยเท่านั้น วิวัฒนาการในเรื่องของผิวสัมผัส ต่างๆ ก็ยังถูกพัฒนามากขึ้นเช่นเดียวกัน การเสพความงามจึงไม่ต่างจากงานศิลปะ

 

ตัวอย่างการสะท้อนความงามของการตกแต่งผนังอาคารด้วยวอลเปเปอร์ ที่เรียกว่าเป็น Wall Art  ที่ผ่านกระบวนการคิดและเลือกสรรจากการมองแสงอาทิตย์อัสดงในกรุงเทพฯ สู่การเลือกใช้ Calico Wallpaper จากนิวยอร์ก คอลเล็กชั่น  “ออโรรา (Aurora)” บนผืนผนังห้องในคอนโดมิเนียม “ศาลาแดง วัน” ฝั่งทิศตะวันตก เพื่อเก็บความงามที่เปรียบดั่ง “งานศิลปะ” ผ่านสีสันของดวงอาทิตย์ยามจะลาลับขอบฟ้า ความตระการตาของแสง ที่สื่อถึงอารมณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไปตามแสงแห่งวัน ลงบนผนังห้องได้อย่างพอดิบพอดี

 

แต่กว่าจะออกมาเป็นวอลเปเปอร์ สักหนึ่งชิ้น Rachel and Nick Cope ดีไซน์เนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Calico Wallpaper ค้นคว้าทดลองเทคนิคต่างๆ มากมาย จนได้เทคนิคการย้อมสีที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเทคนิคการย้อมครามในประเทศญี่ปุ่นที่โด่งดังในสมัยเอโดะอย่าง “ชิโบริ” และ “ออมเบร” หรือการไล่สี ก่อนถ่ายทอดสู่ผ้าลินินออร์แกนิก ผ่านสีสันที่มีความเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ซับซ้อน เหมือนท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีตลอดทั้งวัน

 

และอีกหนึ่งคอลเล็กชั่นที่ถูกเลือกมาคือ “โอเชียเนีย (Oceania)” ที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกที่มิลานเมื่อไม่นานมานี้ ความงามเสมือนจริงนี้ ถูกรังสรรผ่านเทคนิคการแช่ และการระเหย เพื่อทำให้เกิดสีไม่เรียบ ชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ใต้ท้องทะเล ใช้สีน้ำ และโรยเกลือ เพื่อละลายสี และทิ้งคราบผลึกไว้บนพื้นผิว เพื่อให้ผิวสัมผัสมีความเหมือนน้ำทะเลจริงๆ คอนเซ็ปต์ของรุ่นนี้ตั้งใจสื่อออกมาให้เหมือนอยู่ในความฝัน มุ่งสู่พื้นที่แห่งความสงบที่รายล้อมไปด้วยมหาสมุทร

 

 

 

เขียนความคิดเห็น
บทความล่าสุด