MAIN POINT
- การตรวจรับคอนโดก่อนโอน คือ ขั้นตอนสำคัญที่ผู้ซื้อคอนโดไม่ควรมองข้ามเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการอยู่อาศัย โดยสิ่งที่ต้องตรวจก่อนโอน เช่น พื้น เพดาน ผนังห้อง ระบบห้องน้ำ ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบบิวท์อินและเฟอร์นิเจอร์ บานกระจก บานหน้าต่าง ระเบียงราวกั้น โดยใช้อุปกรณ์ เช่น เหรียญ ลูกแก้ว สายชาร์จเพื่อช่วยตรวจสอบคุณภาพของห้อง
- ในกรณีที่ตรวจเจอความเสียหายในห้องชุด ควรรวบรวมข้อมูลและแจ้งเจ้าหน้าที่ของโครงการทันทีเพื่อนัดหมายแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้กลับมาสู่สภาวะปกติ เพื่อผู้ซื้อจะได้รู้สึกอุ่นใจว่าห้องที่ซื้อปลอดภัย ไม่มีจุดเสียหาย
ก่อนที่ผู้ซื้อจะรับโอนกรรมสิทธิ์คอนโด จำเป็นต้องตรวจสอบห้องให้ดีก่อนเพื่อจะได้มั่นใจว่าห้องพร้อมใช้งานจริง พักอาศัยได้อย่างสบายใจ ซึ่ง Living Insider จะพาไปดูจุดที่ต้องเช็ก อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม และถ้าพบปัญหา ควรทำอย่างไรบ้าง และทำไมการตรวจสอบคอนโดก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์ถึงสำคัญ
10 อุปกรณ์ตรวจคอนโดที่ต้องนำไปด้วย

| อุปกรณ์ตรวจคอนโด | วิธีใช้ |
| กระดาษ Post-it | ใช้แปะตามจุดที่ต้องการซ่อมแซมหรือแก้ไข |
| กระดาษและปากกา | ใช้จดรายละเอียดต่าง ๆ ว่าต้องตรวจจุดไหนบ้าง จุดไหนยังไม่ได้ตรวจหรือตรวจแล้ว จุดไหนที่ต้องแก้ไข |
| แบบแปลนคอนโด | ใช้อ้างอิงในระหว่างที่ตรวจสอบเพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างชัดเจน |
| กล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์มือถือ | ใช้ถ่ายภาพเก็บรายละเอียดส่วนที่ต้องการแก้ไขเป็นหลักฐาน |
| ไฟฉาย | ใช้ตรวจสอบในที่มืดหรือจุดที่แสงสว่างไม่พอ อาทิ บริเวณเหนือฝ้าเพดานและท่อ |
| สายชาร์จแบตหรือไขควง | ใช้ทดสอบระบบไฟและเต้าเสียบทุกจุดภายในห้อง |
| คัตเตอร์หรือกรรไกร | ใช้เผื่อตัดเทปพันสายไฟหรือสิ่งอื่น ๆ |
| ลูกแก้ว | ใช้ตรวจสอบความลาดเอียงของพื้น |
| เหรียญ | ใช้เคาะพื้นฟังเสียงกระเบื้องเพื่อทดสอบการติดตั้งกระเบื้อง โดยภายในกระเบื้องต้องไม่มีโพรงอากาศข้างในที่เสี่ยงต่อการระเบิดหรือแตกร้าว |
| ถังน้ำ | ใช้ทดสอบการไหลของน้ำหรือใช้ทดสอบความลาดเอียงของพื้นห้องน้ำและการระบายน้ำ |
เช็กลิสต์ 17 จุดพร้อมวิธีตรวจรับคอนโดด้วยตัวเอง

1.พื้นห้องทุกห้อง
ตรวจสอบพื้นห้องว่าจุดไหนพื้นไม่เรียบบ้าง พื้นห้องเป็นปกติ ได้ตามมาตรฐานไหมด้วยการเดินให้ทั่วห้อง และตรวจสอบว่าพื้นเอียงหรือไม่ด้วยการใช้ลูกแก้ว ถ้าตั้งลูกแก้วบนพื้นแล้วไหลหรือกลิ้งไปทางใดทางหนึ่ง แสดงว่าพื้นห้องเอียง นอกจากนี้ในกรณีที่พื้นเป็นแบบลามิเนตจะต้องไม่มีรอยบิ่นแตกและพื้นไม้หรือวัสดุปูพื้นอื่น ๆ ต้องไม่ยุบตัวหรือโก่ง
2.รอยเปิดของบัวพื้น
บัวพื้นคือรอยต่อระหว่างผนังและพื้น โดยควรตรวจสอบว่าบัวพื้นมีรอยแยก รอยแตกหรือไม่ เพราะบัวพื้นต้องแนบกับผนัง ไม่มีรอยเปิดหรือรอยแยก เพื่อป้องกันความชื้นแทรกลงไประหว่างช่องจนเกิดเชื้อราหรือทำให้พื้นลามิเนตบวม
3.ผนังและเพดานของห้อง
- ผนัง: ตรวจสอบว่ามีรอยร้าว มีรู ช่องว่าง หรือรอยปริของไม้หรือไม่
- เพดาน: ตรวจสอบว่าเพดานเป็นรอยหรือคราบที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ เช่น คราบเชื้อราและฝ้าเพดานต้องไม่มีคราบน้ำรั่วซึมหรือรอยด่าง ควรติดตั้งให้เรียบร้อยและแนบสนิท รวมถึงตรวจสอบการเดินสายไฟฟ้าบนฝ้าให้เรียบร้อย
4.งานทาสี งานวอลเปเปอร์
- งานทาสี: ตรวจสอบสีว่าภายในห้องทาสีเรียบร้อยดีไหม มีการปริแตก หลุดร่อน มีเม็ดสีนูนขึ้นมาไหม ผิวเป็นคลื่นไหม ถ้าทาสีไม่ดี ควรให้ช่างทาสีให้เรียบร้อย
- งานวอลเปเปอร์: ต้องไม่มีรอยฉีกขาด ยุบ โปร่ง หรือบุบ
5.กระเบื้องทุกส่วนในห้อง
พื้นกระเบื้องควรเรียบเสมอกัน ไม่มีรอยบิ่นหรือการล่อน ควรตรวจสอบความแน่นของพื้นในแต่ละจุด โดยใช้เหรียญเคาะเบา ๆ หากปูนใต้กระเบื้องยึดแน่น เสียงจะไม่ก้อง แต่หากปูนยึดไม่แน่น เสียงจะมีลักษณะก้อง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการแก้ไข
6.ลูกบิด บานพับประตู
- ลูกบิด: เช็กว่าสามารถใช้งาน ล็อก-ปลดล็อกได้ตามปกติและต้องแนบสนิทกับประตู เวลาเปิด-ปิดประตูต้องไม่มีปัญหาฝืด ไม่มีเสียง
- บานพับ: เช็กว่าใช้งานได้ตามปกติไหม มีจุดที่ไม่เรียบสนิทกับประตูไหม โดยบานพับต้องแนบสนิทไปกับประตูและวงกบ
7.หน้าต่างห้อง
เช็กให้แน่ใจว่า ตัววงกบหน้าต่างควรติดตั้งเป็นมุมฉาก ไม่มีรอยแยกหรือแตกร้าวระหว่างผนังกับวงกบ ตัวกระจกไม่มีรอยแตกร้าว ไม่มีรู ไม่มีรอยขีดข่วน กลอนสามารถใช้งานได้ตามปกติ เปิด-ปิดสะดวก ปิดแล้วต้องลงล็อก ไม่มีช่องว่างให้ฝุ่น ลม ฝนเล็ดลอดเข้ามา รวมถึงควรตรวจสอบว่ารางเลื่อนแข็งแรง ไม่ฝืด นอกจากนี้ควรตรวจสอบยางกันรั่วซึมด้วยโดยฉีดน้ำที่ขอบมุมของบานหน้าต่างและสังเกตว่าน้ำซึมหรือไม่ ถ้าน้ำไม่ซึม แสดงว่ายางกันรั่วซึมมีความทนทาน ถ้าน้ำซึมเข้ามา ควรปรึกษาผู้รับเหมาหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไข
8.พื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์
- พื้นห้องน้ำ: ตรวจสอบความเรียบร้อยของร่องยาแนวในห้องน้ำ โดยร่องยาแนวต้องมีความกว้างเท่ากัน มีการอัดเต็มร่อง ปิดช่องว่างเพื่อป้องกันเชื้อโรคแทรกตัวเข้าไป เรียบเนียนสม่ำเสมอ ไม่มีคราบเลอะ ตรวจสอบรูระบายน้ำกับท่อน้ำว่าต่อกันแนบสนิทดีหรือไม่เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึม รวมถึงตรวจสอบความลาดเอียงของพื้นห้องน้ำและการไหลของน้ำด้วยการเทน้ำลงพื้น ถ้าน้ำไหลตามปกติ ไม่ช้า ไม่มีน้ำขัง หมายความว่าพื้นลาดเอียงในระดับที่เหมาะสม โดยพื้นลาดเอียงที่เหมาะสมจะอยู่ในอัตรา 1: 100 คือ ระดับพื้นลาดเอียงลงประมาณ 1 เซนติเมตรในทุกระยะทางแนวราบ 100 เซนติเมตรหรือ 1 เมตร
- สุขภัณฑ์: ทดสอบว่าโถสุขภัณฑ์และสายฉีดชำระทำงานได้ตามปกติไหม รอบโถมีน้ำรั่วหรือเปล่า
9.ระบบไฟภายในห้อง
ใช้สายชาร์จหรือไขควงตรวจเต้าเสียบ ตรวจสอบไฟทุกดวงว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้ควรใช้เครื่องตรวจสอบเบรกเกอร์ตัดไฟรั่วไหลเพื่อทดสอบว่าสายดิน ระบบตัดไฟ และการเดินสายไฟเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่
10.ระบบน้ำ
ท่อระบายน้ำต้องไม่อุดตัน ข้อต่อและแนวท่อต้องติดตั้งเรียบร้อยดี ไม่มีคราบชื้นหรือน้ำซึม ปิดน้ำแล้ว มิเตอร์ต้องนิ่ง
11.ท่อแอร์
เช็กว่าแอร์สามารถทำงานได้ตามปกติ น้ำแอร์ไม่รั่วซึม และไม่มีเสียงผิดปกติ
12.ระบบสายเคเบิลทีวี
ควรตรวจสอบว่าสามารถใช้ระบบเคเบิลทีวีได้ตามปกติไหม
13.เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้ปกติไหม
เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องทำน้ำอุ่น พัดลมดูดอากาศ เครื่องปรับอากาศ ที่ระบายควันตรงเคาน์เตอร์ครัวว่าใช้งานได้ตามปกติไหม รวมถึงให้ลองปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้า ถ้ามิเตอร์ยังวิ่งอยู่ หมายความว่า ไฟรั่ว พร้อมตรวจสอบด้วยว่ามีจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าครบถ้วนและรูปแบบถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้
14.บิวท์อิน
ตรวจสอบว่าบิวท์อินมีจุดชำรุดหรือไม่ เนื่องจากบิวท์อินมักเป็นสินค้าที่ทางโครงการคอนโดสั่งมาเป็นล็อตใหญ่ ทำให้เฟอร์นิเจอร์บิวท์อินบางส่วนมีแนวโน้มที่จะชำรุดได้
15.เฟอร์นิเจอร์
เฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะ เตียงนอน ตู้ ต้องไม่มีรอยขีดข่วน ผิวเรียบ และสีสม่ำเสมอ จำนวนและสเปกของสินค้าควรเป็นไปตามที่ตกลง การติดตั้งต้องมีความแข็งแรง ลิ้นชักเปิด-ปิดและบานตู้ต้องแข็งแรง
16.บานกระจกทั้งหมด
บานกระจกควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่แตกร้าว รางเลื่อนแข็งแรง ขยับเลื่อนแล้วไม่ฝืด
17.ระเบียง ราวกั้น
ตรวจสอบว่าระเบียงห้องหรือราวกั้นแข็งแรงไหม ความสูงถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ โดยระเบียงและราวกั้นควรสูงจากพื้น 1 เมตรและช่องว่างต้องไม่เกิน 10 เซนติเมตร และใช้ถังน้ำทดสอบการลาดเอียงของพื้นที่ระเบียง โดยพื้นระเบียงต้องลาดเอียงประมาณ 10-19 องศา เพราะถ้าพื้นไม่ลาดเอียงในองศาที่น้ำจะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ น้ำจะค้างตามพื้น ซึ่งไม่ส่งผลดีในระยะยาว
ถ้าตรวจคอนโดแล้วพบจุดที่มีปัญหาต้องทำอย่างไร?

1.บันทึกและรวบรวมจุดที่มีปัญหา
นำ Post-it หรือเทปกาวไปแปะบนจุดที่ต้องการแก้ไข เขียนตัวเลขกำกับไว้ จากนั้นถ่ายรูปจุดที่พบปัญหาให้ชัดเจนและจดบันทึกรายละเอียดในแบบฟอร์มหรือกระดาษที่เตรียมมาเพื่อให้เห็นปัญหาที่ต้องแก้ไข
2.รายงานต่อเจ้าหน้าที่โครงการ
เมื่อบันทึกปัญหาที่พบเรียบร้อยแล้ว ให้รวบรวมรายละเอียดและรูปภาพของจุดที่ต้องการแก้ไข จากนั้นจึงส่งมอบเอกสารที่ระบุรายละเอียดปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้า (Customer Service) ของโครงการเพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการแก้ไขในลำดับถัดไป
ในกรณีที่จ้างบริษัทรับตรวจคอนโดมืออาชีพ ให้ผู้ซื้อนำส่งเอกสารรวบรวมข้อผิดพลาดจากทางบริษัทให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าได้เลย
3.นัดหมายตรวจซ้ำหลังแก้ไขเสร็จ
หลังจากโครงการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามที่แจ้งไปแล้วให้เข้ามาตรวจสอบจุดที่แก้ไขว่าเรียบร้อยดีไหม แก้ไขได้ถูกต้องครบถ้วนไหม หากแก้ไขเรียบร้อยดีแล้ว สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดได้อย่างมั่นใจ
การตรวจรับคอนโดก่อนโอนสำคัญอย่างไร?

การตรวจรับคอนโดก่อนโอนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ผู้ซื้อมั่นใจว่าห้องชุดมีคุณภาพตรงตามที่ตกลงกันไว้ โครงสร้างมีความปลอดภัย พร้อมเข้าอยู่อาศัย นอกจากนี้ การตรวจสอบอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นยังช่วยลดปัญหาจุกจิกและภาระในการซ่อมแซมภายหลังด้วย
คำถามน่ารู้เกี่ยวกับการตรวจรับคอนโดด้วยตัวเอง
1.การตรวจดีเฟคคอนโดกับการตรวจรับคอนโดแตกต่างกันไหม?
‘ไม่แตกต่าง’ การตรวจ Defect คอนโด คือ การตรวจสอบหาจุดบกพร่องภายในคอนโด เช่น ข้อผิดพลาดของโครงสร้าง ระบบ หรือรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อทำการซ่อมแซมปรับปรุงให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยต่อผู้พักอาศัยและสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์ ส่วนการตรวจรับคอนโด คือ การตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องชุดคอนโดโดยภาพรวมก่อนรับโอนเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องให้ตัวห้องชุดมีคุณภาพ เหมาะแก่การพักอาศัย
2.ผู้ซื้อสามารถไปตรวจรับคอนโดได้ตอนไหน?
สามารถตรวจรับคอนโดได้ก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์เพื่อเช็กให้มั่นใจว่าคอนโดมีคุณภาพ ใช้งานได้จริง ไม่มีข้อบกพร่องที่ก่อเกิดความเสียหายตามมาทีหลัง
3.ผู้ซื้อสามารถตรวจคอนโดก่อนรับโอนได้กี่ครั้ง?
ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบคอนโดได้หลายรอบจนกว่าโครงการจะแก้ไขทุกจุดตามที่ตกลงกับผู้ซื้อไว้ แต่โดยปกติแล้ว การตรวจสอบคอนโดที่เหมาะสมควรตรวจสอบอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยตรวจครั้งแรกเพื่อหาข้อบกพร่องให้ได้มากที่สุดและตรวจรอบที่ 2 เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยหลังจากการแก้ไขในรอบแรก
4.ควรตรวจคอนโดด้วยตัวเองหรือจ้างบริษัทรับตรวจดีกว่ากัน?
ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ซื้อเป็นหลัก โดยสามารถตรวจสอบคอนโดด้วยตนเองได้ แต่อาจมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และอาจมองข้ามรายละเอียดสำคัญบางประการไป แต่ถ้าเลือกใช้บริการบริษัทตรวจคอนโดมืออาชีพ จะช่วยให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างละเอียด ครบถ้วน ด้วยความเชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น
5.รับโอนก่อนตรวจคอนโดไปแล้ว ควรแก้ไขอย่างไร?
รวบรวมจุดบกพร่องทั้งหมด โดยถ่ายรูปหรือวิดีโอเป็นหลักฐานส่งให้กับทางโครงการและแจ้งทางโครงการเพื่อแก้ไขต่อไป และทำสัญญาการแก้ไขจุดบกพร่องเพิ่มเติม โดยระบุรายละเอียดให้ครบถ้วนและกำหนดแก้ไขแล้วเสร็จ หรือใช้สิทธิรับประกันงานก่อสร้าง ซึ่งผู้ซื้อควรอ่านเงื่อนไขการรับประกันก่อน จากนั้นจึงแจ้งรายละเอียดปัญหากับคอนโดเพื่อดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องต่อไป
รอบรู้เรื่องคอนโด จาก LivingInsider
- สัญญาเช่าคอนโด 2569 พร้อม 10 เรื่องที่ผู้เช่าต้องรู้ตามกฎหมายใหม่
- 10 คอนโดสไตล์ญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ บรรยากาศเหมือนคอนโดญี่ปุ่นสุดๆ
- ก่อนรีโนเวทคอนโดเก่า ห้ามทุบ-ดัดแปลงอะไรบ้าง?
- รวม 10 คอนโดมี Jogging Track วิ่งชิลล์ ๆ ได้ทุกวันแบบไม่ต้องไปสวน
ค้นหาทำเลโดนใจ ครบทุกโครงการที่ LivingInsider
ค้นหาโครงการน่าอยู่บนทำเลศักยภาพ ครบทั้งการซื้อ ขาย เช่า และลงทุน กับ Livinginsider เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสที่รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของประเทศไทย จากยอดผู้ใช้งานกว่า 3.3 ล้านคนต่อเดือน และยอดดูประกาศรวมกันกว่า 9.5 ล้านครั้งต่อเดือน พร้อมให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
ค้นหาประกาศ ขาย ให้เช่า คอนโด บ้าน ที่ดิน
ค้นหาประกาศซื้อขายคอนโดบนทำเลยอดนิยมได้ที่
- ขายคอนโด สุขุมวิท อโศก ทองหล่อ เอกมัย พร้อมพงษ์
- ขายคอนโดชิดลม หลังสวน เพลินจิต ราชดำริ ลุมพินี
- ขายคอนโดลาดพร้าวตอนต้น ห้าแยกลาดพร้าว
- รวมประกาศซื้อขายคอนโดในกรุงเทพและทั่วประเทศ














