LivingInsiderxTrue
KNOWLEDGE

เช็กลิสต์ตรวจคอนโดให้เป๊ะปัง พร้อมวิธีดูด้วยตัวเองก่อนรับโอนจริง

NESSLE2026-04-09 13:01:41
เช็กลิสต์ตรวจคอนโดให้เป๊ะปัง พร้อมวิธีดูด้วยตัวเองก่อนรับโอนจริง

MAIN POINT

  • การตรวจรับคอนโดก่อนโอน คือ ขั้นตอนสำคัญที่ผู้ซื้อคอนโดไม่ควรมองข้ามเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการอยู่อาศัย โดยสิ่งที่ต้องตรวจก่อนโอน เช่น พื้น เพดาน ผนังห้อง ระบบห้องน้ำ ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบบิวท์อินและเฟอร์นิเจอร์ บานกระจก บานหน้าต่าง ระเบียงราวกั้น โดยใช้อุปกรณ์ เช่น เหรียญ ลูกแก้ว สายชาร์จเพื่อช่วยตรวจสอบคุณภาพของห้อง
  • ในกรณีที่ตรวจเจอความเสียหายในห้องชุด ควรรวบรวมข้อมูลและแจ้งเจ้าหน้าที่ของโครงการทันทีเพื่อนัดหมายแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้กลับมาสู่สภาวะปกติ เพื่อผู้ซื้อจะได้รู้สึกอุ่นใจว่าห้องที่ซื้อปลอดภัย ไม่มีจุดเสียหาย

 

 

ก่อนที่ผู้ซื้อจะรับโอนกรรมสิทธิ์คอนโด จำเป็นต้องตรวจสอบห้องให้ดีก่อนเพื่อจะได้มั่นใจว่าห้องพร้อมใช้งานจริง พักอาศัยได้อย่างสบายใจ ซึ่ง Living Insider จะพาไปดูจุดที่ต้องเช็ก อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม และถ้าพบปัญหา ควรทำอย่างไรบ้าง และทำไมการตรวจสอบคอนโดก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์ถึงสำคัญ

 

10 อุปกรณ์ตรวจคอนโดที่ต้องนำไปด้วย

ผู้ซื้อห้องชุดถ่ายภาพเก็บหลักฐานจุดที่ต้องแก้ไขภายในห้อง

อุปกรณ์ตรวจคอนโด วิธีใช้
กระดาษ Post-it ใช้แปะตามจุดที่ต้องการซ่อมแซมหรือแก้ไข
กระดาษและปากกา ใช้จดรายละเอียดต่าง ๆ ว่าต้องตรวจจุดไหนบ้าง จุดไหนยังไม่ได้ตรวจหรือตรวจแล้ว จุดไหนที่ต้องแก้ไข
แบบแปลนคอนโด ใช้อ้างอิงในระหว่างที่ตรวจสอบเพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างชัดเจน
กล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์มือถือ ใช้ถ่ายภาพเก็บรายละเอียดส่วนที่ต้องการแก้ไขเป็นหลักฐาน
ไฟฉาย ใช้ตรวจสอบในที่มืดหรือจุดที่แสงสว่างไม่พอ อาทิ บริเวณเหนือฝ้าเพดานและท่อ
สายชาร์จแบตหรือไขควง ใช้ทดสอบระบบไฟและเต้าเสียบทุกจุดภายในห้อง
คัตเตอร์หรือกรรไกร ใช้เผื่อตัดเทปพันสายไฟหรือสิ่งอื่น ๆ
ลูกแก้ว ใช้ตรวจสอบความลาดเอียงของพื้น
เหรียญ ใช้เคาะพื้นฟังเสียงกระเบื้องเพื่อทดสอบการติดตั้งกระเบื้อง โดยภายในกระเบื้องต้องไม่มีโพรงอากาศข้างในที่เสี่ยงต่อการระเบิดหรือแตกร้าว
ถังน้ำ ใช้ทดสอบการไหลของน้ำหรือใช้ทดสอบความลาดเอียงของพื้นห้องน้ำและการระบายน้ำ

 

เช็กลิสต์ 17 จุดพร้อมวิธีตรวจรับคอนโดด้วยตัวเอง

ผู้ซื้อห้องชุดคอนโดตรวจสอบความเรียบร้อยภายในห้อง

 

1.พื้นห้องทุกห้อง

ตรวจสอบพื้นห้องว่าจุดไหนพื้นไม่เรียบบ้าง พื้นห้องเป็นปกติ ได้ตามมาตรฐานไหมด้วยการเดินให้ทั่วห้อง และตรวจสอบว่าพื้นเอียงหรือไม่ด้วยการใช้ลูกแก้ว ถ้าตั้งลูกแก้วบนพื้นแล้วไหลหรือกลิ้งไปทางใดทางหนึ่ง แสดงว่าพื้นห้องเอียง นอกจากนี้ในกรณีที่พื้นเป็นแบบลามิเนตจะต้องไม่มีรอยบิ่นแตกและพื้นไม้หรือวัสดุปูพื้นอื่น ๆ ต้องไม่ยุบตัวหรือโก่ง

2.รอยเปิดของบัวพื้น

บัวพื้นคือรอยต่อระหว่างผนังและพื้น โดยควรตรวจสอบว่าบัวพื้นมีรอยแยก รอยแตกหรือไม่ เพราะบัวพื้นต้องแนบกับผนัง ไม่มีรอยเปิดหรือรอยแยก เพื่อป้องกันความชื้นแทรกลงไประหว่างช่องจนเกิดเชื้อราหรือทำให้พื้นลามิเนตบวม

3.ผนังและเพดานของห้อง

  • ผนัง: ตรวจสอบว่ามีรอยร้าว มีรู ช่องว่าง หรือรอยปริของไม้หรือไม่
  • เพดาน: ตรวจสอบว่าเพดานเป็นรอยหรือคราบที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ เช่น คราบเชื้อราและฝ้าเพดานต้องไม่มีคราบน้ำรั่วซึมหรือรอยด่าง ควรติดตั้งให้เรียบร้อยและแนบสนิท รวมถึงตรวจสอบการเดินสายไฟฟ้าบนฝ้าให้เรียบร้อย

4.งานทาสี งานวอลเปเปอร์

  • งานทาสี: ตรวจสอบสีว่าภายในห้องทาสีเรียบร้อยดีไหม มีการปริแตก หลุดร่อน มีเม็ดสีนูนขึ้นมาไหม ผิวเป็นคลื่นไหม ถ้าทาสีไม่ดี ควรให้ช่างทาสีให้เรียบร้อย 
  • งานวอลเปเปอร์: ต้องไม่มีรอยฉีกขาด ยุบ โปร่ง หรือบุบ

5.กระเบื้องทุกส่วนในห้อง

พื้นกระเบื้องควรเรียบเสมอกัน ไม่มีรอยบิ่นหรือการล่อน ควรตรวจสอบความแน่นของพื้นในแต่ละจุด โดยใช้เหรียญเคาะเบา ๆ หากปูนใต้กระเบื้องยึดแน่น เสียงจะไม่ก้อง แต่หากปูนยึดไม่แน่น เสียงจะมีลักษณะก้อง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการแก้ไข

6.ลูกบิด บานพับประตู

  • ลูกบิด: เช็กว่าสามารถใช้งาน ล็อก-ปลดล็อกได้ตามปกติและต้องแนบสนิทกับประตู  เวลาเปิด-ปิดประตูต้องไม่มีปัญหาฝืด ไม่มีเสียง
  • บานพับ: เช็กว่าใช้งานได้ตามปกติไหม มีจุดที่ไม่เรียบสนิทกับประตูไหม โดยบานพับต้องแนบสนิทไปกับประตูและวงกบ

7.หน้าต่างห้อง

เช็กให้แน่ใจว่า ตัววงกบหน้าต่างควรติดตั้งเป็นมุมฉาก ไม่มีรอยแยกหรือแตกร้าวระหว่างผนังกับวงกบ ตัวกระจกไม่มีรอยแตกร้าว ไม่มีรู  ไม่มีรอยขีดข่วน กลอนสามารถใช้งานได้ตามปกติ เปิด-ปิดสะดวก ปิดแล้วต้องลงล็อก ไม่มีช่องว่างให้ฝุ่น ลม ฝนเล็ดลอดเข้ามา รวมถึงควรตรวจสอบว่ารางเลื่อนแข็งแรง ไม่ฝืด นอกจากนี้ควรตรวจสอบยางกันรั่วซึมด้วยโดยฉีดน้ำที่ขอบมุมของบานหน้าต่างและสังเกตว่าน้ำซึมหรือไม่ ถ้าน้ำไม่ซึม แสดงว่ายางกันรั่วซึมมีความทนทาน ถ้าน้ำซึมเข้ามา ควรปรึกษาผู้รับเหมาหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไข

8.พื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์

  • พื้นห้องน้ำ: ตรวจสอบความเรียบร้อยของร่องยาแนวในห้องน้ำ โดยร่องยาแนวต้องมีความกว้างเท่ากัน มีการอัดเต็มร่อง ปิดช่องว่างเพื่อป้องกันเชื้อโรคแทรกตัวเข้าไป เรียบเนียนสม่ำเสมอ ไม่มีคราบเลอะ ตรวจสอบรูระบายน้ำกับท่อน้ำว่าต่อกันแนบสนิทดีหรือไม่เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึม รวมถึงตรวจสอบความลาดเอียงของพื้นห้องน้ำและการไหลของน้ำด้วยการเทน้ำลงพื้น ถ้าน้ำไหลตามปกติ ไม่ช้า ไม่มีน้ำขัง หมายความว่าพื้นลาดเอียงในระดับที่เหมาะสม โดยพื้นลาดเอียงที่เหมาะสมจะอยู่ในอัตรา 1: 100 คือ ระดับพื้นลาดเอียงลงประมาณ 1 เซนติเมตรในทุกระยะทางแนวราบ 100 เซนติเมตรหรือ 1 เมตร
  • สุขภัณฑ์: ทดสอบว่าโถสุขภัณฑ์และสายฉีดชำระทำงานได้ตามปกติไหม รอบโถมีน้ำรั่วหรือเปล่า

9.ระบบไฟภายในห้อง

ใช้สายชาร์จหรือไขควงตรวจเต้าเสียบ ตรวจสอบไฟทุกดวงว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้ควรใช้เครื่องตรวจสอบเบรกเกอร์ตัดไฟรั่วไหลเพื่อทดสอบว่าสายดิน ระบบตัดไฟ และการเดินสายไฟเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่

10.ระบบน้ำ

ท่อระบายน้ำต้องไม่อุดตัน ข้อต่อและแนวท่อต้องติดตั้งเรียบร้อยดี ไม่มีคราบชื้นหรือน้ำซึม ปิดน้ำแล้ว มิเตอร์ต้องนิ่ง

11.ท่อแอร์

เช็กว่าแอร์สามารถทำงานได้ตามปกติ น้ำแอร์ไม่รั่วซึม และไม่มีเสียงผิดปกติ

12.ระบบสายเคเบิลทีวี

ควรตรวจสอบว่าสามารถใช้ระบบเคเบิลทีวีได้ตามปกติไหม

13.เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้ปกติไหม

เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องทำน้ำอุ่น พัดลมดูดอากาศ เครื่องปรับอากาศ ที่ระบายควันตรงเคาน์เตอร์ครัวว่าใช้งานได้ตามปกติไหม รวมถึงให้ลองปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้า ถ้ามิเตอร์ยังวิ่งอยู่ หมายความว่า ไฟรั่ว พร้อมตรวจสอบด้วยว่ามีจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าครบถ้วนและรูปแบบถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้

14.บิวท์อิน

ตรวจสอบว่าบิวท์อินมีจุดชำรุดหรือไม่ เนื่องจากบิวท์อินมักเป็นสินค้าที่ทางโครงการคอนโดสั่งมาเป็นล็อตใหญ่ ทำให้เฟอร์นิเจอร์บิวท์อินบางส่วนมีแนวโน้มที่จะชำรุดได้

15.เฟอร์นิเจอร์

เฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะ เตียงนอน ตู้ ต้องไม่มีรอยขีดข่วน ผิวเรียบ และสีสม่ำเสมอ จำนวนและสเปกของสินค้าควรเป็นไปตามที่ตกลง การติดตั้งต้องมีความแข็งแรง ลิ้นชักเปิด-ปิดและบานตู้ต้องแข็งแรง

16.บานกระจกทั้งหมด

บานกระจกควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่แตกร้าว รางเลื่อนแข็งแรง ขยับเลื่อนแล้วไม่ฝืด

17.ระเบียง ราวกั้น

ตรวจสอบว่าระเบียงห้องหรือราวกั้นแข็งแรงไหม ความสูงถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ โดยระเบียงและราวกั้นควรสูงจากพื้น 1 เมตรและช่องว่างต้องไม่เกิน 10 เซนติเมตร และใช้ถังน้ำทดสอบการลาดเอียงของพื้นที่ระเบียง โดยพื้นระเบียงต้องลาดเอียงประมาณ 10-19 องศา เพราะถ้าพื้นไม่ลาดเอียงในองศาที่น้ำจะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ น้ำจะค้างตามพื้น ซึ่งไม่ส่งผลดีในระยะยาว

 

ถ้าตรวจคอนโดแล้วพบจุดที่มีปัญหาต้องทำอย่างไร?

ผู้ซื้อห้องชุดพูดคุยเกี่ยวกับจุดที่ต้องแก้ไขกับเจ้าหน้าที่โครงการ

 

1.บันทึกและรวบรวมจุดที่มีปัญหา

นำ Post-it หรือเทปกาวไปแปะบนจุดที่ต้องการแก้ไข เขียนตัวเลขกำกับไว้ จากนั้นถ่ายรูปจุดที่พบปัญหาให้ชัดเจนและจดบันทึกรายละเอียดในแบบฟอร์มหรือกระดาษที่เตรียมมาเพื่อให้เห็นปัญหาที่ต้องแก้ไข

2.รายงานต่อเจ้าหน้าที่โครงการ

เมื่อบันทึกปัญหาที่พบเรียบร้อยแล้ว ให้รวบรวมรายละเอียดและรูปภาพของจุดที่ต้องการแก้ไข จากนั้นจึงส่งมอบเอกสารที่ระบุรายละเอียดปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้า (Customer Service) ของโครงการเพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการแก้ไขในลำดับถัดไป 

 

ในกรณีที่จ้างบริษัทรับตรวจคอนโดมืออาชีพ ให้ผู้ซื้อนำส่งเอกสารรวบรวมข้อผิดพลาดจากทางบริษัทให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าได้เลย

3.นัดหมายตรวจซ้ำหลังแก้ไขเสร็จ

หลังจากโครงการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามที่แจ้งไปแล้วให้เข้ามาตรวจสอบจุดที่แก้ไขว่าเรียบร้อยดีไหม แก้ไขได้ถูกต้องครบถ้วนไหม หากแก้ไขเรียบร้อยดีแล้ว สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดได้อย่างมั่นใจ

 

การตรวจรับคอนโดก่อนโอนสำคัญอย่างไร?

ครอบครัวมีความสุขที่ได้อยู่ในห้องชุดคอนโดที่เรียบร้อย เพราะตรวจห้องมาอย่างดี

การตรวจรับคอนโดก่อนโอนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ผู้ซื้อมั่นใจว่าห้องชุดมีคุณภาพตรงตามที่ตกลงกันไว้ โครงสร้างมีความปลอดภัย พร้อมเข้าอยู่อาศัย นอกจากนี้ การตรวจสอบอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นยังช่วยลดปัญหาจุกจิกและภาระในการซ่อมแซมภายหลังด้วย

 

คำถามน่ารู้เกี่ยวกับการตรวจรับคอนโดด้วยตัวเอง

1.การตรวจดีเฟคคอนโดกับการตรวจรับคอนโดแตกต่างกันไหม?

‘ไม่แตกต่าง’ การตรวจ Defect คอนโด คือ การตรวจสอบหาจุดบกพร่องภายในคอนโด เช่น ข้อผิดพลาดของโครงสร้าง ระบบ หรือรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อทำการซ่อมแซมปรับปรุงให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยต่อผู้พักอาศัยและสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์ ส่วนการตรวจรับคอนโด คือ การตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องชุดคอนโดโดยภาพรวมก่อนรับโอนเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องให้ตัวห้องชุดมีคุณภาพ เหมาะแก่การพักอาศัย

2.ผู้ซื้อสามารถไปตรวจรับคอนโดได้ตอนไหน?

สามารถตรวจรับคอนโดได้ก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์เพื่อเช็กให้มั่นใจว่าคอนโดมีคุณภาพ ใช้งานได้จริง ไม่มีข้อบกพร่องที่ก่อเกิดความเสียหายตามมาทีหลัง 

3.ผู้ซื้อสามารถตรวจคอนโดก่อนรับโอนได้กี่ครั้ง?

ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบคอนโดได้หลายรอบจนกว่าโครงการจะแก้ไขทุกจุดตามที่ตกลงกับผู้ซื้อไว้ แต่โดยปกติแล้ว การตรวจสอบคอนโดที่เหมาะสมควรตรวจสอบอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยตรวจครั้งแรกเพื่อหาข้อบกพร่องให้ได้มากที่สุดและตรวจรอบที่ 2 เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยหลังจากการแก้ไขในรอบแรก

4.ควรตรวจคอนโดด้วยตัวเองหรือจ้างบริษัทรับตรวจดีกว่ากัน?

ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ซื้อเป็นหลัก โดยสามารถตรวจสอบคอนโดด้วยตนเองได้ แต่อาจมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และอาจมองข้ามรายละเอียดสำคัญบางประการไป แต่ถ้าเลือกใช้บริการบริษัทตรวจคอนโดมืออาชีพ จะช่วยให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างละเอียด ครบถ้วน ด้วยความเชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น

5.รับโอนก่อนตรวจคอนโดไปแล้ว ควรแก้ไขอย่างไร?

รวบรวมจุดบกพร่องทั้งหมด โดยถ่ายรูปหรือวิดีโอเป็นหลักฐานส่งให้กับทางโครงการและแจ้งทางโครงการเพื่อแก้ไขต่อไป และทำสัญญาการแก้ไขจุดบกพร่องเพิ่มเติม โดยระบุรายละเอียดให้ครบถ้วนและกำหนดแก้ไขแล้วเสร็จ หรือใช้สิทธิรับประกันงานก่อสร้าง ซึ่งผู้ซื้อควรอ่านเงื่อนไขการรับประกันก่อน จากนั้นจึงแจ้งรายละเอียดปัญหากับคอนโดเพื่อดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องต่อไป

 

รอบรู้เรื่องคอนโด จาก LivingInsider

 

ค้นหาทำเลโดนใจ ครบทุกโครงการที่ LivingInsider

ค้นหาโครงการน่าอยู่บนทำเลศักยภาพ ครบทั้งการซื้อ ขาย เช่า และลงทุน กับ Livinginsider เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสที่รวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของประเทศไทย จากยอดผู้ใช้งานกว่า 3.3 ล้านคนต่อเดือน และยอดดูประกาศรวมกันกว่า 9.5 ล้านครั้งต่อเดือน พร้อมให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร

 

ค้นหาประกาศ ขาย ให้เช่า คอนโด บ้าน ที่ดิน

 

ค้นหาประกาศซื้อขายคอนโดบนทำเลยอดนิยมได้ที่

 

 

NESSLE
NESSLELast update 2026-04-09

>> ช่องทางในการติดตามข่าวสาร <<

เพิ่มเพื่อน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @livinginsider ที่นี่

Article Other